สงสารแต่แม่ปลาบู่

สวัสดีจ้ะราษฎรทุกท่าน เจ้าหงิงหวังว่าท่านจะยังคงแข็งแรงและสดใสดั่งประกายที่สะท้อนบนผิวน้ำทะเล

ในยามภัยพิบัติ

ชั่ย! วันนี้จะมาพร้อมเพลงเกี่ยวกับทะเล!

นั่นก็คือออออออออออออออออออ

Part of Your World จากเรื่อง Little Mermaid นั่นเองจ้ะะะะะะะะะะะะะ

สะบัดต่อ ไม่รอแล้วนะ เริ่ม

จัดไปชุดใหญ่ไฟกะพริบพริบพริบพริบพริบพริบพริบ

สารบัญ

1.เนื้อเพลง

2. ความประทับใจโดยรวม

3.ประเด็นทางการแปลที่น่าสนใจ

4.ไวยากรณ์ที่น่าสนใจ

5.สรุป

.

.

.

1.เนื้อเพลง

เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ>>>https://www.youtube.com/watch?v=SXKlJuO07eM

เวอร์ชั่นภาษาไทย>>> https://www.youtube.com/watch?v=mlk9IfYZGVE

เวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่น>>> https://www.youtube.com/watch?v=FfGWL3zWDnU

Look at this stuff
Isn’t it neat?
Wouldn’t you think my collection’s complete?
Wouldn’t you think I’m the girl
the girl who has everything?
Look at this trove
Treasures untold
How many wonders can one cavern hold?
Looking around here you’d think
“Sure, she’s got everything”
I’ve got gadgets and gizmos a-plenty
I’ve got whozits and whatzits galore
You want thingamabobs?
I’ve got twenty!
But who cares?
No big deal
I want more  

I wanna be
where the people are
I wanna see
wanna see them dancin’
walking around on those
What do you call ’em?
Oh – feet!  

Flippin’ your fins, you don’t get too far
Legs are required for jumping, dancing
Strolling along down a 
What’s that word again?
Street

Up where they walk
Up where they run
Up where they stay all day in the sun
Wanderin’ free
Wish I could be
part of that world
 
What would I give
if I could live out of these waters?
What would I pay to spend a day
warm on the sand?

Betcha on land
they understand
Bet they don’t reprimand their daughters
Bright young women
sick o’ swimmin’
Ready to stand

And ready to know
what the people know
Ask ’em my questions
and get some answers
What’s a fire and why does it
What’s the word?
burn?

When’s it my turn? Wouldn’t I love,
love to explore that shore above?
Out of the sea
Wish I could be
Part of that world  
เมื่อเธอลองมองของพวกนี้ 
สิ่งที่ดี ๆ มีทุกอย่างเลยจริง ๆ 
อาจดูเหมือนฉันมีทุกสิ่ง 
มีจึงพร้อมครบเกินใคร
ถ้ำอลังการใหญ่เกินคิดฝัน
สิ่งอัศจรรย์เก็บไว้มากมายเพียงใด 
อาจมองแล้วคิดในหัวใจ 
“ใช่ มีครบของดี ๆ”  
ไม่ว่าของสวยของเล่นมีเป็นกองใหญ่ 
แปลกแค่ไหนดีเพียงใดเราก็มี
“จะสะสมไว้บ้างมั้ย มีตั้งยี่สิบ ” 
แต่ใครสน
เรื่องแค่นี้
ไม่เพียงพอ  

อยากจะอยู่กับพวกคนบนดิน อยากจะยลยินคนเต้นรำอย่างไรหนอ 
เดินเคลียคลอบนสอง 
เรียกอะไรนะ ? 
อ๋อ 
เท้าไงล่ะ

สะบัดครีบคงไม่ไกลเกินวา
ควรจะมีขาวิ่งโดดอย่างคนเขา 
เดินตัวเบาบนพื้น 
คำว่าอะไรนะ ? 
ถนน

ที่คนเดินเหิน 
วิ่งเพลินกันไป 
สุขใจในแสงตะวันจากเบื้องบน 
เที่ยวเพลินเดินเล่น
ขอเป็นเช่นคนอยู่บนโลกงาม 

ต้องทำยังไง
อยากจะออกไป
อยู่ในน้ำแสนหน่าย 
ฝันไม่เคยคลาย 
อยากเอนอุ่นกายแนบทรายวับวาม 

ผู้คนบนดิน 
จะต้องเข้าใจ 
และไม่มัวเฝ้าบังคับและคอยห้าม
พวกเราสาวงาม
ว่ายแต่น้ำเย็น
อยากเปลี่ยนเป็นเดิน
 
ได้เรียนดุจดังมนุษย์คงจะเพลิน 
เผชิญคำถามที่เก็บอยู่ในใจ
อะไรคือไฟและใยมันจึง
เรียกอะไร?
ร้อน

เมื่อไหร่กันหนา
จิตใจอาวรณ์
สุดจะถ่ายท้อนดวงใจอยากได้ไป
พ้นท้องทะเล
ทุ่มเทฝันใฝ่
อยู่ในโลกงาม  

よく見て  
素敵ね
これでもっと完璧
何でも持ってる
私は全て
周り中
取り囲む
なんてたくさんの宝物
陸にあるもの 
全部手に入れた
何に使うものかも
知らないの名前も
「ね、これ欲しい?
20個もあるの 」
だけど
足りない
何か  

人間の住む国で
見たいな、
素敵なダンス
そして歩く 
なんて言った?
あ、足

ヒレじゃ遠くへ行けない
足がいるわ
踊ったり
散歩したり
どこを歩くんだっけ?


歩いて
走って
日の光浴びながら
自由に
人間の世界で

なんでもあげるわ
ここを出て
暖かい砂の上で眠れたら
陸には
いないわ
あんな分からず屋は
私は子供じゃないのよ

あぁ分からないこと
たくさん
教えてほしいこと
たくさん
なぜ火は燃えるの
教えて
いつの日か
陸の世界の果てまでも
行きたい
人間の世界へ

.

2.ความประทับใจโดยรวม

2.1ภาษาไทย

อย่างแรกเลยนะ เพลงคือยาวม้ากกกกกกกกก และค่อนข้างมีเอกลักษณ์โดดเด่นตรงที่ว่า มีลักษณะเหมือนเป็นบทพูดที่ใส่ท่วงทำนองเข้าไป มากกว่าเพลงที่แล้วๆมา ซึ่งถ้าถามว่ามีความเป็นการพูดคนเดียวไหม (独り言) ไหม ก็ไม่ขนาดนั้น เพราะชีแอเรียลก็คุยกับเพื่อนหอยปูปลาอะไรของชีบ้าง ก็ผสมๆละกันอย่าคิดมาก

เอาเป็นว่า บทแปลภาษาไทย คือดีอีกแล้ว นักแปลยุคก่อนคือสมควรได้รับค่าตอบแทนเพลงละแสนไม่ล้อเล่น คือคำศัพท์สวย โฟลว ฟังไม่แล้วขัด แล้วที่สำคัญคือรู้เรื่อง เก็บความหมายได้ครบดีมาก อะไรดีบุ๋มก็ว่าดี

ไม่ได้ค่าสปอนเซอร์จ้ะ

2.2ภาษาญี่ปุ่น

เห้ยงานดีอยู่นะ ยัยญี่ปุ่นเขาก็ไม่น้อยหน้านะพี่สาว คือแปลสวย รู้เรื่อง เก็บความหมาย คือเรียกได้ ท็อปฟอร์มมากจริงๆสำหรับเพลงนี้ทั้งคู่

ไม่รู้เกี่ยวไหม แต่เพลงนี้แปลในปี 1989 ซึ่งห่างจากเพลง Once Upon A Dream ถึง 30 ปี อาจจะด้วยอิทธิพลของการศึกษาด้านการแปลที่พัฒนาไปมากทำให้งานแปลดีขึ้น ก็อาจเป็นได้

คือต้องเล่าว่า การศึกษาเรื่องการแปลเนี่ย มันเริ่มมีการเอาแง่มุมของภาษาศาสตร์มาใช้ในทศวรรษที่ 1950&1960 เป็นต้นมานี้เอง ถือเป็นศาสตร์น้องใหม่เลยแหละ โดยจะมีการแบ่งยุคของงานแปลเป็น

Pre-linguistic period of translation

Post-linguistic period of translation

ซึ่งจุดแบ่งทั้งสองยุคคือ ตอนที่หนังสือ Toward a Science of Translating ที่เขียนโดย Eugene Nida ออกมาในปี 1964 นั่นเอง ถือเป็นการปฏิวัติงานแปลแบบเรียกได้ว่า สุดติ่งกระดิ่งแมว พูดแล้วขนลุก

หาซื้อได้ตามอินเทอร์เน็ตจ้ะ

.

3.ประเด็นทางการแปลที่น่าสนใจ

ที่บอกได้เลยว่าปังแล้วต้องพูดถึงคือ Continuum

คืออะไร งง

คืองี้ จำได้ไหมเราเคยพูดถึว่าเวลาที่เราแปลเนี่ย มันจะต้องเข้าใจว่า “คำ” มีทั้ง รูป (Form) และความหมาย (Meaning)

ทีนี้ เวลาเราแปล ถ้าเราสนใจแต่รูปไม่สนความหมายแล้วแปล มันก็จะตรงตัว แต่ไม่สื่อความหมาย เช่น

In fishing, patience is the name of the game

ในการตกปลา ความอดทนเป็นชื่อของการเล่น

ซึ่งตรงตัว แต่งง แบบเนี้ย ก็จะเรียก Literal Translation

แต่ถ้าเน้นความหมาย มันก็จะแบบ

ในการตกปลา ความอดทนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ซึ่งรูปไม่ตรงนะ แต่อ่านเข้าใจ อันนี้ก็คือ Idiomatic Translation เงี้ยจ้ะ

ซึ่งเขาก็จะอธิบายว่า การแปลมันมีความเป็นสเกลของมัน ซ้ายสุด (Very Literal) ก็คือตรงตัว(เน้นรูป)ม้ากๆๆๆๆๆๆๆและเน้นความหมายมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อไปทางขวา

ภาพปลากรอบแบบขนลุกจ้ะ

ซึ่งจจมีความเห็นว่า สำหรับเพลงนี้ แปลออกมาแบบ Idiomatic Translation หรือบางคนอาจเรียก Meaning-based Translation คือหลุดออกจากพันธนาการทางภาษา อ่านเข้าใจง่าย ไม่ต้องย้อนกลับมาอ่านต้นฉบับ ซึ่งเป็นอะไรที่เลิศ!

บางคนอาจงงว่า แล้วตัวขวาสุด Unduly Free มันคือยังไง คือถ้าเป็นอันนั้นอะนะ มันคือ หลุดจากพันธนาการทางภาษาทั้งรูปและความหมายไปเลยอะจ้ะ แบบ งง นี่แปลมาจริงเหรอ นึกว่าแต่งขึ้นมาใหม่เป็นพาโรดี้ เงี้ย ซึ่งในเพลงนี้คือยังคงความหมายเดิมอยู่ จึงถือว่าเป็น Idiomatic Translation นะจ้ะ

.

4.ไวยากรณ์ที่น่าสนใจ

Rhetoric Questions (RQs) กับ 「ネ」

กรณีศึกษา “Isn’t it neat?” และ 「素敵ね」

Look at this stuff, isn’t it neat?
Wouldn’t you think my collection’s complete?
เมื่อเธอลองมองของพวกนี้ 
สิ่งที่ดี ๆ มีทุกอย่างเลยจริง ๆ   
よく見て  
素敵ね
これでもっと完璧

คือเพลงนี้เนี่ย เป็นซีนที่ว่า แอเรียลเจ้าหงิงเงือก อยากจะไปอยู่บนโลกมนุษย์เพราะโลกข้างบนมันดูวิเศษ แล้วชีก็จะเป็นโรคนักสะสม เก็บข้าวของของคนที่ตกลงมาในทะเลมาสะสมไว้ แล้วทีนี้พ่อนางก็ไม่แฮปปี้เพราะพ่อเกลียดโลกมนุษย์ นางอัดอั้นใจเลยมาร้องเพลงบ่น1 เงี้ยจ้ะ

แล้วคือก่อนที่จะเริ่มร้องเพลงเนี้ย นางก็พูดกับเพื่อนปลาของนางว่า

 “I don’t see how world that makes such wonderful things could be bad” (ฉันไม่เข้าใจเลยว่าโลกที่สร้างสรรค์สิ่งมหัศจรรย์อย่างนี้จะเลวร้ายได้อย่างไร)

แต่นางก็ดันถามในเพลงว่า “Isn’t it neat?” (อันนี้ไม่สวยเหรอ)

ซึ่งลักษณะนี้อะจ้ะ เรียกว่า Rhetoric Questions (RQs) หรือคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ คือนางถามว่าสวยไหม แต่ในใจของนางคือ สิ่งนี้สวย!

ซึ่ง RQs เป็นอะไรที่ใช้เยอะมากในภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆด้วย คือมันมีประโยชน์เช่น มันอิมแพค มันตลก เอย เงี้ยจ้ะ

ทีนี้มันก็มีนักวิจัยท่านหนึ่งสนใจศึกษาในเชิงภาษาศาสตร์ว่าเราจะดูยังไงว่าประโยคไหนเป็น RQs ก็คือคุณ Džemal (2016) เขาก็ไปศึกษาบทละครและรวบรวม RQs มาได้ 1,205 ประโยคและพบว่า 1,024 ประโยคเนี่ย (85%) คือไม่มีรูปกำหนด ต้องดูจากบริบท

แต่อีก 15% ที่มีรูปกำหนดเนี่ย มันก็จะแบ่งได้เป็นหลายกลุ่ม โดยกลุ่มที่เยอะสุดคือ Semantic Incompatibility 87 ประโยค (48% ของกลุ่มที่มีรูป)

มันคือไร

คือแบบ ใช้คำที่มันไม่เข้ากันอะจ้ะ เช่น

How can you expect hungry men to raise production?

What good does that do if you drown?

เงี้ย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนะ Isn’t it neat? ในเพลงนี้ ไม่มีรูปกำหนดชัดเจน แต่เรารู้ว่ามันคือ RQs จากบริบทแวดล้อม (คือตอนที่ชีพูดก่อนที่จะร้องเพลง) ซึ่ง RQs ส่วนใหญ่ในภาษาอังกฤษเป็นลักษณะนี้

ทีนี้ภาษาไทย เอิ่ม เธอทำให้ฉันผิดหวัง ปลายฟ้า

คือแปลออกมาเป็นประโยคบอกเล่าตรงๆเลยอะ…

เออแต่ก็นะ ว่าไม่ได้ แปลเพลงมันก็ยากเงี้ยแหละ อะข้ามไปญี่ปุ่น

ของญี่ปุ่นคือ ไม่ได้เป็น RQs แต่เป็นประโยคบอกเล่า!

แต่!

มีการใช้คำว่า ね!

คุณพระ!

คือยังไง จจเลยไปหามาว่า ね ในภาษาญี่ปุ่นมันใช้ยังไง

チューシー (2008) ก็จะบอกว่ามันใช้ได้ 2 แบบใหญ่ๆ คือ

เรียกร้อง(要求)แสดงทัศนะ(表示)
ความสนใจ(注視要求)
การเห็นพ้อง(同意要求)
การยืนยัน(確認要求)
ความสนใจ(注視表示)
การเห็นพ้อง(同意表示)
การยืนยันกับตนเอง(自己確認表示)

ซึ่งจจคิดว่า ね ในรอบเนี้ย มันคือการเรียกร้อง(要求) เพราะว่า

เรียกร้อง คือ แอเรียลเป็นคนพูด

แสดงทัศนะ คือ แอเรียลเป็นคนฟัง

ซึ่งในเพลงนี้แอเรียลพูด

แล้วถ้าถามว่าทำไมถึงคิดว่าเป็นการเรียกร้องความสนใจ คำตอบคือ

เรียกร้องความสนใจข้อมูลคนพูด มากกว่า ข้อมูลคนฟัง
เรียกร้องการเห็นพ้องข้อมูลคนพูด เท่ากับ ข้อมูลคนฟัง
เรียกร้องการยืนยันข้อมูลคนพูด น้อยกว่า ข้อมูลคนฟัง

คือในลักษณะเดียวกันกับเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ แอเรียลชีร้องเพลงบ่นพ่อ ซึ่งก่อนเริ่มร้อง ชีพูดว่า

「ほんとにパパ、分からず屋よ。人間のことを誤解してるんだから。こんなに素敵なものを作り出す人間の世界が悪いんだんなんて、信じられない」

ดังนั้นคือชีคิดอยู่แล้วว่าของเนี่ยมันเลิศ แล้วชีก็เลยพูดกับเพื่อนปลาของชีว่า ของเนี่ยมันเลิศเนอะ คือชีไม่ได้ถามความเห็นเพื่อนเลยสักกะผีกอะจ้า ดังนั้นชีใช้คำว่า ね ในประโยคนี้แค่เพื่อเรียกความสนใจจากเพื่อนเท่านั้นเอง

ทีนี้มันมีประเด็นว่า การเรียกความสนใจมันก็มีหลายแบบ ซึ่ง チューシー (2008) ก็บอกเราว่ามันมี 4 แบบ

I เรียกให้สนใจข้อมูลที่เสร็จสมบูรณ์ (完結情報注視要求)

II เรียกให้สนใจองค์ประกอบเรื่อง(要素注視要求)

III เรียกให้สนการดำเนินเรื่อง(展開注視要求)

IV เรียกความสนใจเพื่อถ่วงเวลา(時間保持注視要求)

ซึ่งคุณチューシーก็จะอธิบายว่าเออ มันก็มีวิธีการดูว่า อันไหนเป็นแบบไหน เช่น ฟังจากทำนองเสียง(イントネーション)หรือตำแหน่งที่เกิด

ซึ่งในเพลงนี้ฟังจากทำนองเสียงไม่ได้เพราะมันเป็นเพลง ทำนองมันจะถูกบิดไปตามโมโลดี้นะจ้ะ อ้างอิงไม่ได้

แต่เราดูจากตำแหน่งที่เกิดได้นะ เขาก็อธิบายไว้ดังนี้

ประเภทตำแหน่งที่เกิด
เรียกให้สนใจข้อมูลที่เสร็จสมบูรณ์
(完結情報注視要求)  
ท้ายประโยค
เรียกให้สนใจองค์ประกอบเรื่อง
(要素注視要求)  
ประกอบกับอนุพากย์คำเพื่อเน้นเฉพาะองค์ประกอบนั้นๆของประโยค
เรียกให้สนการดำเนินเรื่อง
(展開注視要求)  
วางหลังคำสันธานหรือคำเติม
เรียกความสนใจเพื่อถ่วงเวลา
(時間保持注視要求)  
วางในบริเวณที่ไม่ควรจะวางเพราะที่จริงตรงนั้นควรมีคำอื่นๆมาเชื่อมต่อทันที เช่น …地下でジャスを鳴らすようにですね…

ซึ่งในเพลงนี้มันวางท้ายประโยคไง จึงน่าจะเป็น เรียกให้สนใจข้อมูลที่เสร็จสมบูรณ์ หรือก็คือ ไอ่ที่ฉันพูดไปน่ะ สนใจหน่อยนะไอ่พวกหัวโปก เงี้ยจ้ะ

.

5.สรุป

สรุปได้ว่าเพลงนี้เป็นอีกเพลงหนึ่งที่แปลได้ดือมากกกกก ทั้งไทยและญี่มีลักษณะการแปลแบบ Idiomatic Translation เมื่อมองจากแนวคิด Continuum ในส่วนของไวยากรณ์นั้นจะน่าสนใจที่ภาษาอังกฤษมีการใช้ Rhetoric Questions แต่เมื่อแปลออกมาเป็นไทยและญี่ปุ่นกลายเป็นประโยคบอกเล่า ซึ่งน่าจะเกิดจากข้อจำกัดของจำนวนคำ แต่ภาษาญี่ปุ่นก็มีการใช้คำว่า ね เข้ามาประกอบซึ่งเป็นคำที่มีวิธีการใช้ที่น่าสนใจม้ากกกกก วันนี้ก็ได้เรียนรู้1

อ่า หมดเวลาแล้วสินะสำหรับการเทศนาพสกนิกรประจำวันของเจ้าหงิง

เห็นทีเจ้าหงิงต้องไปบรรทมก่อน แล้วพบกันใหม่วันพรุ่งนี้ท่านอำมาตย์

สวัสดี

.

.

.

เอกสารอ้างอิง

รัชนีโรจน์ กุลธำรง. (2552). ความรู้ความเข้าใจเรื่องภาษาเพื่อการแปล: จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

อัษฎายุทธ ชูศรี. (2552). คำช่วย「ネ」หน้าที่เรียกความสนใจในปริจเฉทภาษาญี่ปุ่น『バンコク日本文化センター日本語教育紀要』 6、pp.53-64.สืบค้นจากhttp://www.jfbkk.or.th/old/pdf/JL/2009/kiyou2009/06ASADAYUTH.pdf

อัษฎายุทธ ชูศรี. (2554). ทำนองเสียงของคำช่วย「ネ」ในภาษาญี่ปุ่น『バンコク日本文化センター日本語教育紀要』 8、pp.15-24.สืบค้นจาก http://www.jfbkk.or.th/old/pdf/JL/2011/kiyou2011/ASADAYUTH.pdf

Džemal Špago. (2016). Rhetorical questions or rhetorical uses of questions?. ExELL. 4.2 (2016): 102-115. Retrieved from https://www.researchgate.net/publication/322017329_Rhetorical_questions_or_rhetorical_uses_of_questions

หล่อนมีพิรุธอีกแล้วนะ

สวัสดีจ้าพสกนิกรทุกท่าน

โอ เจ้าหงิงแสนเหนื่อย

ช่วงนี้กิจการไม่ดี โรคภัยระบาด ทว่า เจ้าหงิงไม่เคยหยุดยั้งที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์กับพสกนิกรที่รัก

เมื่อวันก่อน ราชครูได้แบ่งปันบทเรียนสุดปังแก่เจ้าหงิง

“โอพระองค์หงิง ในการจะเป็นผู้ปกครองที่ดี ท่านต้องมีวาจาที่เฉียบคมและดึงดูด”

“โอพระอาจารย์ ท่านหมายความว่ากระไรฤา”

“นั่นคือ ท่านต้องเป็นนักพูดตัวฉกาจอย่างไรล่ะ”

เจ้าหงิงจึงได้ฝึกฝนเทคนิคการเล่าเรื่องแบบเยี่ยว เพื่อที่ว่าหากวันหนึ่งถูกขับออกจากราชวงศ์แล้ว จะได้ไปทำอาชีพ เดี่ยวไมโครโฟน1

โอ ท่านราชครูก็ให้แบบฝึกหัดมา

เริ่มแรกเจ้าหงิงก็ลองดูว่า ถ้าเป็นตนเองจะเล่าเรื่องราวนี้อย่างไร แล้วลองเปรียบเทียบกับตัวอย่างของราชครูว่าเรามีช่องว่างมากต่างน้อยเพียงใด (Gap)

ซึ่งที่จจเล่า จะประมาณว่า

ที่ล็อบบี้ของโรงแรมแห่งหนึ่ง มีผู้ชายสองคนนั่งอยู่ที่โซฟา ท่านหนึ่งอ่านหนังสือพิมพ์ อีกท่านนั่งเฉยๆ

ทีนี้ ก็มีคุณลุงท่านหนึ่ง สะพายกล้อง ถือแผนที่ แล้วผู้ชายที่นั่งเฉยๆก็ประสานสายตากับคุณลุง

แล้วคุณลุงก็ยิ้ม และเดินเข้ามาหาผู้ชายคนนั้น ผู้ชายคนนั้นก็ตกใจแรง อาจจะกังวลว่าจะโดนถามทางแต่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ หรืออาจจะแค่ไม่ชอบคนต่างชาติ ก็ไม่รู้

ดังนั้น ชายคนนั้นจึงเข้าไปหลบในหนังสือพิมพ์ที่ผู้ชายข้างๆนั่งอ่านอยู่ ผู้ชายคนนั้นก็ตกใจ คุณลุงต่างชาติก็ดูโกรธ

จบ

ดังนั้นจจจึงไปดูว่า แล้วคนญปเอง จะเล่าเรื่องนี้อย่างไร พบว่ามีสองด้านที่น่าสนใจ ได้แก่

ด้านภาษา

  • มีการใช้คำกริยาเพื่อบรรยายสภาพมากขึ้น เช่น “นั่งชิลที่โซฟา” (くつろいで座っている), เป็นกังวลทำไงดีฮือๆ (困惑)
  • มีการใช้คำกริยาวิเศษณ์เพื่อเพิ่มรสชาติ เช่น “ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษเลย”(さっぱりわからない)
  • มีการใช้คำที่มีความเฉพาะเจาะจงเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เช่น “ยิ้มร้าย” (愛想笑い)

ด้านเนื้อหา

  • การตีความตัวละคร เช่น ตีความว่าผู้ชายสองคนบนโซฟาเป็นพ่อลูกกัน
  • มีการอธิบายเสริมเรื่องราวว่าคนต่างชาติกำลังจะไปที่นู่นที่นี่ กำลังหาคน
  • มีการเสริมคำบรรยายเพื่อเพิ่มรสชาติ เช่น “เข้าไปหลบในหนังสือพิมพ์อย่างไม่ลังเล
  • มีการเสริมบทความคิดของตัวละครเข้าไป เช่น “ว้ายตายแล้ว ฉันไม่อยากโดนถาม!”

เมื่อมองย้อนดูจจพบว่า สิ่งที่จจไม่เห็นความจำเป็นว่าต้องทำ เช่น การตีความตัวละคร หรือการเสริมเรื่องราวที่อยู่นอกเหนือจากตัวบท (เช่น อธิบายว่าคนต่างชาติกำลังหาคน)

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ การใส่คำพูดตัวละครดีหรือการใช้คำบรรยายต่างๆเพื่อสร้างจินตภาพนั้น เป็นสิ่งที่จจทำไม่ได้ เนื่องจากมีคลังคำศัพท์ไม่เพียงพอ จึงทำให้เวลาที่เล่าเรื่อง ทุกอย่างจะถูกจำกัดด้วยขอบเขตคำศัพท์ที่เรามี

กล่าวคือ เวลาที่จจจะเล่าเรื่องนี้ จจจะคิดเป็นภาษาญี่ปุ่น ทำให้ความคิดที่เกิดขึ้นในหัวเป็นไปตามกรอบความสามารถทางภาษา จึงทำให้เรื่องที่เล่าออกมามีเพียงเท่านั้น

แต่เมื่อเอาเรื่องที่ได้ไปเทียบกับคนญปที่คิดเป็นภาษาญี่ปุ่นเหมียนแต่กรอบความสามารถทางภาษาของเขากว้างกว่าจจม้ากกกกกก เรื่องที่เขาเล่าจะมีรสชาติกว่า สามารถสร้างจินตภาพได้มากกว่า และสามารถรังสรรค์พื้นที่ทางความคิดได้มากกว่า

อา ท่านราชครูช่างร้ายยิ่งนัก แบบฝึกหัดท่านแรงมาก

เอาเป็นว่า จจได้คำศัพท์เพิ่มขึ้นเยอะม้ากกกกกกกจากแบบฝึกหัดนี้ และเกิดแรงบันดาลใจว่า คงต้องตั้งใจเรียนกว่านี้แล้วสิ TOT

เอาเป็นว่า สู้ต่อไปอย่าเพิ่งท้อ เพราะเราไม่ใช่ลิงถือลูกท้อ

หาซื้อได้ตามร้านค้าชั้นนำทั่วไปจ้ะ

สวัสดี

อะไรนะแคเรน เธอบอกว่าเธอท้องเสียเหรอ

สวัสดีจ้ะพ่อแม่พี่น้องทุกท่าน วันนี้จจกลับมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว บอกก่อนเลยวันนี้เราคือภารกิจพิเศษ เพราะนี้ภารกิจลับที่ราชครูมอบหมายให้เรา เพื่อความมั่นคงของโลกและจักรวาล นาตาจุ๊บ โรมานอฟ!!!

เกียมล่าหัว ธาตู่

หนึ่งในความสามารถพิเศษของสายลับ คือ สาริกาลิ้นทอง!!!

พูดอย่างไรให้ฉลาด พูดอย่างไรให้มงลง ไม่งงจะงงมาก

ตำนานคุณ KK ท่านว่าไว้ ไม่ได้ลบหลู่ สาธุ โบราณท่านว่า มนุษย์เอ๋ยเกิดมาต้องรู้จักระวังวาจา

ประการที่หนึ่ง เนื้อหาต้องปัง

ประการที่สอง ใช้ศัพท์หรู

ประการที่สาม วาจานุ่มนวล เป็นมิตร ดั่งสายน้ำที่ปลอบประโลมจิตใจผู้ฟัง อย่าเป็นหอกดาบที่ทะลวงหัวใจผู้อื่น

ศิษย์ตัวน้อยได้ฟัง กระจ่างแก่ใจ แต่ก็พอจะทราบๆอยู่ ทว่า ประการสุดท้ายนี่สิ

“ลูกเอ๋ย เคล็ดลับอีกประการในการพูดจาอย่างชาญฉลาด คือลูกต้องพูดให้งงเข้าไว้” (曖昧に)

ราชครู! ศิษย์งงเป็นหนักหนา

ราชครูบรรยายต่อไปว่า การพูดจาคลุมเครือนั้น ในแง่หนึ่งถือเป็นการพิทักษ์ความลับของปัจเจก

อา เช่นนั้นเองสินะ

ตัวอย่างเช่น

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสาวน้อยนามว่า ดอรา เธอนั้นเป็นนักผจญภัยผู้ชื่นชอบการสำรวจป่าใหญ่ มีความสุขกับการขับขานบทเพลงร่วมกับสรรพสัตว์

ตะโกนว่า แบกแพก!

วันหนึ่ง เธอท้องเสียจ้ะ

สหายของเธอมองเขาอย่างเป็นห่วงเป็นใย

“โอ ดอรา เธอไม่เป็นไรนะ”

“ฉันโอเค แพททริก แต่เธอช่วยไปบอกลิซ่าได้ไหม ว่าฉันคงไปเยี่ยมเขาวันนี้ไม่ได้แล้ว”

“ได้สิดอรา”

“ขอบใจจ้ะ”

แล้วแพททริกตัวน้อยก็ทำการต่อสายไปหาลิซ่า

“โอ ลิซ่า วันนี้ดอราไปหาเธอไม่ได้แล้วล่ะ”

“ช่างน่าเสียดาย เกิดเหตุอันใดกัน”

“ดอราไม่สบายนิดหน่อยนะ”

“ตายจริง! ดอราเป็นอะไร หนักมากไหม”

“ก็ไม่มากหรอก เธอท้องเสียน่ะ”

“โอพระเจ้า ฉันหวังว่าสวรรค์จะอยู่ข้างดอรา”

เมื่อแพททริกกลับมาที่ห้อง

“ดอรา ฉันแจ้งลิซ่าแล้วล่ะ ว่าเธอไปหาเขาวันนี้ไม่ได้เพราะท้องเสีย”

“คุณพระ! เธอว่าอะไรนะ” ดอรากรีดร้องออกมา

“ก็เธอท้องเสียไง”

“เธอจะบ้าเหรอแพททริก!”

“ดอรา เธอเคืองอะไร โปรดแจ้งฉัน”

“เธอไปพูดว่าฉันท้องเสีย (下痢) ได้อย่างไร แล้วฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!”

“ตายจริง แล้วเธอคิดว่าฉันควรพูดอะไรล่ะ!”

“เธอควรจะจบแค่ว่า ฉันอาการไม่ค่อยสมประดี (体調不良) ก็พอแล้ว!”

เรื่องราวก็เอวังด้วยประการฉะนี้

จะเห็นได้ว่า ในเวลาที่มนุษย์มีความลับดำมืดเกินจะเอื้อนเอ่ย ด้วยเหตุว่าเอ่ยไปก็ไม่เป็นคุณต่อใครหากแต่เป็นโทษต่อเจ้าของเรื่อง การใช้คำที่คลุมเครือ กว้างๆ ก็จะมีพลังมาก

ยกตัวอย่างอื่นที่ราชครูยกตัวอย่างเช่น

一身上の都合 (เหตุผลส่วนตัว)

คือ เป็นคำที่ใช้เวลาจะลาออก แต่ไม่อยากบอกเหตุผล

ต่างๆ

สิ่งเหล่านี้ทำให้จจนึกถึงงานเขียนที่ค้นพบในห้องสมุดส่วนพระองค์ของราชบิดา ซึ่งเป็นงานที่พูดถึงความสุภาพ (Politeness) ซึ่งเขียนโดยมหาปราชญ์ Penelope Brown และ Stephen C. Levison (1987) 

ทั้งสองปราชญ์จะกล่าวถึงว่ามนุษย์นั้นมี “หน้า” สองแบบ คือ

หน้าทางลบ >>> ความต้องการที่ว่า การกระทำของตนจะต้องไม่ถูกรุกรานโดยใคร

หน้าทางบวก >>> ความต้องการที่ว่า การกระทำของตนจะเป็นที่พึงประสงค์ต่อผู้อื่น

มหาปราชญ์ก็จะกล่าวต่อไปถึงว่ามนุษย์จะต้องรักษาหน้าของตนเสมอด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การพูดอ้อม (Indirectness)

หากแต่การพูดอ้อมนี้ หากพูดบ่อยไปจนเป็นแพทเทิร์น (Conventionalized) คนจะจับโป๊ะได้ เรียก Conventional Indirectness

อย่างเช่น ถ้าหากเราพูด 体調不良 บ่อยๆ คนอาจจะจับโป๊ะได้ว่า จริงๆแล้วเป็นอะไรมากกว่านั้นแน่ๆล่ะสิ

แต่เจ้าหงิงก็มีความเห็นว่า มันก็ยังโอเค เพราะเขาก็จะเดาได้แค่ว่า “ฮั่นแน่ มีอะไรมากกว่านั้นใช่ไหม” แต่ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่า เป็นอะไรกันแน่

ใดๆ

เมื่อเจ้าหงิงรับฟังตำนานครั้งเก่าที่ขับขานใหม่โดยราชครู ก็รู้สึกว่า ความสามารถในการพูดอย่างคลุมเครือเพื่อรักษาความลับอันศักดิ์สิทธิ์นี้ สัมพันธ์อย่างมหาศาลกับการ พูดให้รู้จักเวลา

บางเวลา เราควรรู้ว่าอะไรควรเอื้อนเอ่ย อะไรควรยั้งไว้ในส่วนลึกของจิตใจ

อา บางท่านอาจจะโต้แย้ง คนเราควรเป็นคนที่ภักดี กล้าหาญ และจริงใจทุกเวลา (忠・勇・真)

แต่จจก็เชื่อว่า การแบ่งรับแบ่งสู้ การเปิดเผยและการปิดบัง ย่อมนำไปสู่ปัญญาและความสำเร็จ

เพราะเราไม่มีวันชนะได้เสมอไป หากไม่รู้จักที่จะถอยเสียบ้าง

บทเรียนของราชครูในวันนั้น ยังผลให้เจ้าหงิงระลึกอดีตชาติของตน มีคราใดที่ตนปฏิบัติตามกฎทองดังกล่าว

มีทั้งที่มีและไม่มี

แน่นอนว่า เวลาเหมือนวารีที่ไม่มีวันย้อนคืนมา จจเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้ แต่บทเรียนชีวิตแสนสำคัญที่ได้รับ จะนำพาจจไปสู่ชีวิตที่ดีๆ

และทุกท่านเอง จจก็หวังในสิ่งเดียวกัน

สวัสดี

เอกสารอ้างอิง

Penelope Brown and Stephen C. Levinson. (1987). Politeness: Some Universals in Language Usage. Cambridge University Press.

ตื่นเถิดชาวไทยอย่ามัวหลับไหลลุ่มหลง

สวัสดีจ้ะราษฎรทั้งหลายของเจ้าหงิง

เจ้าหงิงหายหน้าหายตาไป ไม่ได้กักตัวว่าเป็นโบโลน่าแต่อย่างใด แม้เหตุการณ์บ้านเมืองของเราจะมีภัยอาเพศเกิดขึ้นมากมายอย่างมหาศาล

โรคที่กำลังระบาดในราชอาณาจักรเราขณะนี้

โอ เจ้าหงิงต้องตรากตรำปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อมวลมหาประชาชน

แต่แม้กระนั้น เจ้าหงิงก็ไม่เคยปริปากพร่ำบ่นคำว่าเหนื่อย เพราะรักทุกท่านจากใจจริง

เร็วๆหน่อยเจ๊ คนเขารอ

เฮียต๋อง! ขัดอยู่ได้! กำลังจะเข้าเรื่องแล้วนี่ไง!

วันนี้ บอกเลย มาแบบมู้ดใหม่ ไม่สดใสไม่อะไร

เป็นมู้ดที่เหมาะมาก สำหรับนิสิตทุกคนที่ต้องเผชิญการสอบ

คือ

ไค่หลับ!!! (อยากหลับ)

คือไม่ไหวแล้ว เจ้าหงิงทรงเหนื่อย

ใช่แล้ว เพลงที่เราจะนำเสนอในวันนี้ก็คือออออออออออ

Once Upon A Dream จากเรื่อง Sleeping Beauty นั่นเองจย้าาาา

ขอหลับต่ออีกสักห้านาทีนะจ้ะแม่จ๋า

เอาล่ะ รอช้าอยู่ไย ไปเบิ่งสารบัญกัน

สารบัญ

  1. เนื้อเพลง
  2. ความประทับใจโดยภาพรวม
  3. ประเด็นทางการแปลที่น่าสนใจ
  4. จุดสังเกตุไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่น
  5. สรุป

.

.

.

1.เนื้อเพลง

เปิดมาเลยบั้งงง เอาลิงค์เพลงไปก่อน

ภาษาอังกฤษ >>> https://www.youtube.com/watch?v=TXbHShUnwxY

ภาษาไทย >>> https://www.youtube.com/watch?v=3XsgkavPnmE

ภาษาญี่ปุ่น >>> https://www.youtube.com/watch?v=Dwq-fORMprw

I know you
I walked with you once upon a dream
I know you
That gleam in your eyes seems so familiar a gleam
And I know it’s true
that visions are seldom what they seem
But if I know you
I know what you’ll do
You’ll love me at once
The way you did once
upon a dream
เคยได้เจอ ได้เคียงข้างกับเธอในฝันรื่นรมย์
เคยพบเธอ และแววตาที่เห็นคุ้นเคยยังจำได้ไม่ลืม
และจะคอยสักวันความฝันจะเป็นจริงสุขใจชื่นชม
หากพบเธออีกครั้ง
เธอฉันคงชื่นชู
แรกพบก็รักกัน
เป็นรักชั่วนิรันดร์
รักเราไม่เลือน
あなたをいつも
夢に見て
その瞳さえとても
懐かしい
夢は幻だと言うけれど
でも分かる
あなたこそ
愛してくれる
あの夢と同じに

.

2.ความประทับใจโดยภาพรวม

ภาษาไทย

โอ้ยคือดีอีกแล้วอะ แบบ มันสวย มันฟังลื่น มันไม่ขัดหูขัดตาอะไรเลย ไม่รู้เกี่ยวไหมว่าเป็นเพลงยุคเก่าๆเหรอเขาเลยนิยมแปลแบบนี้กัน ตั้งแต่ Someday My Prince Will Come (https://jubjang.design.blog/2020/02/08/%e0%b9%82%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1/) ละนะ เออแต่แบบแอบสังเกตว่าเพลงดิสนีย์ยุคใหม่ๆจะเริ่มแปลในแนวที่ต่างออกไป แต่ไว้เดี๋ยวตอนถึงยุคใหม่ๆเราจะมาสรุปกันอีกที

ภาษาญี่ปุ่น

เห้ยคราวนี้ดี เจ้าหงิงประทับใจ รอบที่แล้วยังบ่นอยู่เลยว่าอะไรก็ไม่รู้ ทำความหมายตกไปเยอะมากๆๆๆๆ แต่รอบนี้คือ ถือว่าแก้มือได้ เธอเก่งมากนะมิสซิสสร ปังไม่หยุด เริสไม่ไหว ทำดีต้องชม เอาจริงๆก็ไม่ได้แปลตรงตัวเป๊ะๆอะไร แต่ถือว่าเก็บความหมายใช้ได้เลย

เอาเป็นว่า เดี๋ยวเล่าต่อ ขออุบไว้ก่อน

ถ้าอยากรู้ รัวหน้าว้าวมา555555555555

.

3.ประเด็นทางการแปลที่น่าสนใจ

Equivalence

Equivalence หรือว่า การหาคำเทียบเคียง นี่บอกเลยว่า เป็นหนึ่งในแนวคิดเรื่องการแปลที่ปฐมภูมิที่สุ้ดดดดดดเลย ซึ่งจริงๆน่ะนะเขาจะเอาเรื่องนี้มาเม้ามอยตั้งแต่แรกๆ แต่เราเพิ่งจะเอามา

เพราะอะไร

เพราะจุ๊บแจงนีกา!

ภาพจากเอมวี FIESTA ของวง IZONE จ้ะพี่จ๋า

ใดๆ

ก็คือ มันเป็นแนวคิดว่า เวลาเราแปลเนี่ย เราต้องหาคำมาแปลให้มันตรงเป๊ะตรงแหน่วกับต้นฉบับให้ได้นั่นเอง

ซึ่งตรงนี้เนี่ย ต้องบอกเลยว่า เป็นประเด็นที่สำคัญมากๆในการแปลเพลงนี้ เพราะพอเราสามารถแปลคำให้มันมีความเทียบเคียงกันได้สูงมากๆเนี่ย มันจะเกิดความรู้สึกว่า

“ว่าบาป เก็บความหมายได้ครบมาก เยี่ยวไม่ไหว”

เงี้ย

แต่ความตรงเป๊ะเนี่ย มันก็มีหลายระดับอยู่นะ อย่างมันจะมีทฤษฎีของคุณ Otto Kade เขาก็จะบอกไว้ว่า มี 4 ระดับ ได้แก่

A) Total Equivalence คือเป๊ะกันพอดี ไม่ขาดไม่เกิน เช่น รัฐธรรมนูญ = Constitution = 憲法

B) Facultative Equivalence คือ คำเนี้ย พอแปลออกมาในภาษาหนึ่งแล้ว มันจะมีได้หลายความหมายใช้ต่างสถานการณ์

C) Approximate Equivalence คือ แปลออกมาแล้ว ตรงกับต้นฉบับแค่บางส่วน

D) Nil Equivalence คือ หาคำแปลไม่ได้เลย เพราะมันไปผูกติดกับอะไรบางอย่างของภาษาต้นฉบับ เช่น แกงเขียวหวาน จะหาคำเทียบเคียงไม่ได้ เพราะเมืองนอกไม่มีแกงเขียวหวาน งี้

ปังไม่หยุด

แล้วในเพลงนี้มันมีคำเทียบเคียงอะไรที่น่าสนใจ

เช่น

Gleam – แววตา
Gleam – 瞳
Total Equivalence
Approximate Equivalence
Familiar – คุ้นเคย
Familiar – 懐かしい
Total Equivalence
Approximate Equivalence

เป็นต้น

แต่เอาจริงนะ ถึงแม้ว่าแนวคิด equivalence โดยปกติแล้วจะเป็นการมองในระดับคำ จุ๊บแจงอยากมองเป็นในระดับตัวบท (Text) มากกว่า

คือพอถอยหลังออกมาแล้วมองในระดับที่ใหญ่ขึ้น เรารู้สึกว่าเราเห็นประเด็นที่น่าสนใจ

คือมันมีการเสนอว่า แม้ว่าจะพยายามรักษา equivalence ไว้แค่ไหน การแปลทุกชนิดต้องมีปัญหาอะ ได้แก่

I) Loss of Information (การสูญหายข้อมูล) เหมียน Lost in Translation ที่เคยพูดไปในบล็อกก่อนๆ

II) Addition of Information (การเพิ่มเติมข้อมูล) ก็คือเสริมอะไรบางอย่างเข้าไป

III) Skewing of Information (การบิดไขว้ของข้อมูล) คือเปลี่ยนข้อมูลไปเลย มากน้อยก็ว่ากันไป

ทีนี้เนี่ยจุ๊บแจงขอเสนอว่า สำหรับเพลงนี้นะ สิ่งที่เห็นเด่น

เวอร์ชั่นภาษาไทย >>> Addition of Information

เวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่น >>> Skewing of Information

เป็นยังไง ไปดูทีละอัน

3.1เวอร์ชั่นภาษาไทย

I know you
I walked with you once upon a dream
I know you
That gleam in your eyes seems so familiar a gleam
And I know it’s true
that visions are seldom what they seem
But if I know you
I know what you’ll do
You’ll love me at once
The way you did once
upon a dream
เคยได้เจอ ได้เคียงข้างกับเธอในฝันรื่นรมย์
เคยพบเธอ และแววตาที่เห็นคุ้นเคยยังจำได้ไม่ลืม
และจะคอยสักวันความฝันจะเป็นจริงสุขใจชื่นชม
หากพบเธออีกครั้ง เธอฉันคงชื่นชู
แรกพบก็รักกัน เป็นรักชั่วนิรันดร์ รักเราไม่เลือน

สิ่งที่ขีดเส้นใต้ คือ  ภาษาไทยแอดเข้ามางะ

จริงๆก็ไม่ได้ว่าผิดอะไร คือมันก็สวยก็ไฉไล เก๋ไก๋ปลายสัปดาห์แหละ

แต่พอเทียบกับต้นฉบับคือ หนูลุกใดมาเจ้า???(หนูมาจากที่ไหนคะ???)

เออๆ แต่ก็ไม่อยากว่าหรอกนะ เรามองว่า เป็นนโยบายการแปลมากกว่า คือยุคนั้นผู้บริหารดิสนีย์ไทยแลนด์อาจชอบแนวนี้ไง

ก็ว่ากันไป

แล้วของญี่ปุ่นล่ะ

3.2เวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่น

I know you
I walked with you once upon a dream
あなたをいつも夢に見てอังกฤษ>เคยได้เดินด้วยกันในความฝัน เลยรู้จักกัน ญี่ปุ่น>เห็นเธอในความฝันเสมอ (เป็นการบอกใบ้กลายๆว่า รู้จักเธอนะ)
I know you
That gleam in your eyes seems so familiar a gleam
その瞳さえとても懐かしいอังกฤษ>รู้จักเธอนะ แววตาของเธอมันเป็นอะไรที่คุ้นเคย
ญี่ปุ่น>นัยน์ตาของเธอมันชวนให้รู้สึกคิดถึงจริงๆ (เพราะเคยเห็นบ่อยๆ)
And I know it’s true
that visions are seldom what they seem
夢は幻だと言うけれどอังกฤษ>ฉันรู้ดีแหละว่าภาพความฝันมันก็ไม่ได้ว่าจะเป็นจริงอะไรเท่าไหร่หรอก
ญี่ปุ่น>ความฝัน=ภาพมายาน่ะแหละ
But if I know you
I know what you’ll do
You’ll love me at once
The way you did once
Upon a dream
でも分かる
あなたこそ愛してくれる
あの夢と同じに
อังกฤษ>แต่ถ้าฉันรู้จักเธอจริงๆนะ ฉันรู้เลยเธอจะยังไง เธอก็จะรักฉัน เหมือนที่เธอเคยรักในความฝันของฉันยังไงล่ะ
ญี่ปุ่น>แต่ฉันรู้หรอกว่าเธอเนี่ยแหละจะรักฉัน เหมือนในฝันนั้นยังไงล่ะ

คือจะสามารถแบ่งกลุ่มได้ดังนี้

แล้วมันเป็น Skewing of Information ยังไง

มันเป็นในลักษณะที่ว่า

คุณอ่านต้นฉบับ>>วาดภาพสถานการณ์ออกมาในหัว>>ถ่ายทอดออกมาใหม่เป็นภาษาญี่ปุ่น

คือใช้คำไม่เหมือนเดิมอะไรเดิม แต่ให้ image ที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับได้ ซึ่งจริงๆก็ไม่ได้ถือว่าผิดอะไรเหมือนกับ Addition of Information ของภาษาไทยแหละ เรามองว่ามันเป็นเรื่องนโยบายมากกว่าว่าเขาต้องการการแปลแบบไหนเนาะ

.

4.จุดสังเกตุไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่น

4.1การละประธาน

กรณีศึกษา “ฉัน”

I know you
I walked with you once upon a dream
I know you
That gleam in your eyes seems so familiar a gleam
And I know it’s true
that visions are seldom what they seem
But if I know you
I know what you’ll do
You’ll love me at once
The way you did once
Upon a dream
เคยได้เจอ ได้เคียงข้างกับเธอในฝันรื่นรมย์
เคยพบเธอ และแววตาที่เห็นคุ้นเคยยังจำได้ไม่ลืม
และจะคอยสักวันความฝันจะเป็นจริงสุขใจชื่นชม
หากพบเธออีกครั้ง เธอฉันคงชื่นชู
แรกพบก็รักกัน เป็นรักชั่วนิรันดร์ รักเราไม่เลือน
あなたをいつも夢に見て
その瞳さえとても懐かしい
夢は幻だと言うけれど
でも分かる
あなたこそ愛してくれる
あの夢と同じに

คือ จากที่ขีดเส้นใต้ จะเห็นได้ว่า จำนวนการใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 คือต่างกันมากกก

ภาษาอังกฤษ 6 ครั้ง

ภาษาไทย 1 ครั้ง

ภาษาญี่ปุ่น 0 ครั้ง

คือถ้าถามจจในฐานะผู้ที่เรียนภาษาอะนะ ก็จะรู้เห็นจริงๆว่าไทยและญี่ปุ่นละประธานเก่งมาก คือถ้ารู้อยู่แล้วว่าประธานเป็นใครก็จะละประธานได้งี้

ทีนี้พอลองไปค้นๆดูก็คือจะเห็นการให้ข้อมูลที่น่าสนใจ

ของภาษาไทยคือ คุณ Aroonmanakun, 2000 ก็จะบอกว่าเราละประธานภาษาไทยได้ ถ้าแบบมันมีการต้องพูดประธานซ้ำๆติดๆกันเนี่ย เราจะละได้ (แม้อาจไม่เสมอไป) ฟีลแบบ อย่างในเพลงนี้มัน “ฉัน…” ตลอดเวลา ก็ไม่ต้องพูดซ้ำๆ ละได้เลย

ของภาษาญี่ปุ่นจะมีไอเดียคล้ายๆกัน คือ 砂川(1990)ก็จะบอกว่าเราละประธานได้ ถ้าประธานตัวเนี้ย กับตัวข้างหน้ามันมีความหมายเดียวกัน และมีอยู่ในพื้นที่และเวลาเดียวกัน (เข้าใจว่าหมายถึง อยู่ใกล้ๆกันอะจ้ะ)

ก็ว่ากันไป

แต่จริงๆในเชิงรายละเอียดยังมีอีกเยอะมากนะที่ต้องศึกษา เช่นภาษาพูดกับภาษาเขียนอาจละประธานไม่เหมือนกันรึเปล่า งี้ หรือแม้แต่ในสถานการณ์ต่างๆก็อาจให้ข้อมูลต่างกัน เช่นถ้าเป็นหนังสือพิมพ์อาจไม่นิยมละประธาน(?) ก็ไม่รู้ ใครสนใจลองศึกษาเพิ่มเติมดู

4.2คำบ่งชี้こそあ

กรณีศึกษา あの夢と同じに

You’ll love me at once
The way you did once
Upon a dream
หากพบเธออีกครั้ง เธอฉันคงชื่นชู
แรกพบก็รักกัน เป็นรักชั่วนิรันดร์ รักเราไม่เลือน
あなたこそ愛してくれる
あの夢と同じに  

คือต้องบอกเลยว่า อันนี้เป็นเคสพิเศษจริงๆ เพราะทั้งในต้นฉบับ (ภาษาอังกฤษ) และฉบับภาษาไทย ไม่ได้มีการใช้คำบ่งชี้สำหรับท่อนนี้ แต่เนื่องจากภาษาญี่ปุ่นมีการใช้เทคนิคการแปลแบบ Skewing of Information จึงทำให้ใช้คำบ่งชี้ あの ขึ้นมาได้

ทีนี้เนี้ย มันพิเศษ เพราะ 1เชื่อว่าตรงนี้เข้าใจยากสำหรับคนไทย 2มันสะท้อนความเป็นเพลงนี้ได้ดีมากๆเลย

มันเข้าใจยากสำหรับคนไทยยังไง???

เอางี้เลยนะ เจ้าหงิงยอมพนันด้วยสมบัติในท้องพระโรงทั้งหมด คนไทยที่เรียนภาษาญี่ปุ่นน้อยคนนักจะตอบได้ว่า ทำไมในประโยคนี้ใช้ あの!!!

คือ เอางี้ละกัน ไม่พูดพร่ำทำเพลง ขอเฉลยเลย

แต่ disclaimer นะ อาจเฉลยผิด5555555 แต่ไม่น่าผิด เรียนมาแล้ว ถ้าผิดก็ต้องกราบขออภัยราชครูทุกท่าน55555

คือคำบ่งชี้こそあในภาษาญี่ปุ่นเนี่ย มีวิธีใช้เยอะมากกกกก

คือ ต้องบอกเลยว่า ขายของ1 สนใจเพิ่มเติมลองอ่านได้ที่ https://nozomiyamada.github.io/blogs/0120.html

สำหรับในเพลงนี้เนี่ย มันจะเป็นวิธีการใช้ที่เกิดจากการศึกษาด้วย Cognitive Science ซึ่งคุณโนะโซะมิได้อธิบายไว้ดังนี้

。。。ただし、この分類はあくまで「聞き手の知識」を前提としているため、独り言などのように聞き手がいない場合には適用できない。そこで 田窪・金水 (1996) は認知科学 (cognitive science) の考えを適用し、文脈指示を以下のように分類した。

  • ソ:伝聞や推論など、一時的(間接的)記憶である「Indirect Domain」にあるものを指示する
  • ア:直接経験し、長期記憶となった「Direct Domain」にあるものを指示する。。。

ว้าว

อะไร ปังเหรอ

ป่าว แปลไม่ออก5555555555555

ล้อเล่น คือ そ เนี่ย จะใช้เวลาพูดถึงเหตุการณ์ที่เป็นความทรงจำประเดี๋ยวประด๋าว แต่ あ ใช้กับความทรงจำฝังแน่นยิ่งกว่าคราบสกปรกในห้องน้ำ แล้วเวลาที่ใช้ มันจะมีความรำพึงรำพัน พูดคนเดียว ฟีลแบบ “อา ตอนนั้นอะนะ” เงี้ยจ้ะ

คือในเคสเพลงนี้เนี่ย มันเป็นซีนที่ว่า เจ้าหงิงออโรร่าร้องเพลงนี้คนเดียว คือชีพูดกับตัวเอง (独り言) แล้วชีก็กำลังเพ้อถึงความฝันที่ฝันมาตลอดว่าได้พบกับเจ้าชายนู่นนี่นั่น “อา ในความฝันนั้นที่ฉันได้พบเจ้าชาย” (อายุแค่ 16 ฝันถึงผู้ชาย!!! แล้วหล่อนโตมาในป่ากับนางฟ้าสามตนและสรรพสัตว์!!! น่าเกลียดที่สุด!!!)

นั่นน่ะแหละ ก็คือมันเป็น 1ความทรงจำยาวนาน 2มีความพูดคนเดียว เลยใช้ あの夢 นะจ้ะ

จะบอกว่า เรื่องคำบ่งชี้เนี่ย ยากนะสำหรับคนไทย แต่อย่างน้อยในวันนี้ก็ได้เรียนรู้แล้ว1

.

5.สรุป

สรุปคือ เพลงนี้ก็เป็นอีกเพลงหนึ่งที่แปลได้ดีเลย แต่ในรายละเอียดก็จะมีความน่าสนใจเรื่องของ Equivalence ว่าทั้งสองฉบับแปล ไทยและญี่ปุ่นมีวิธีจัดการกับตรงนั้นอย่างไร เราเห็นประเด็นทางไวยากรณ์ที่น่าสนใจของภาษาญี่ปุ่น คือการละประธาน และการใช้คำบ่งชี้ ซึ่งดูง่ายๆพื้นฐาน แต่จริงๆมีรายละเอียดเยอะมากนะ บอกเลยว่า ไม่เจ๋งจริง คุณอยู่ในวงการนี้ไม่ได้ (เอ่อ วงการไรจ้ะ เพ้อแล้วนะอิแพงเค้ก)

เอาเป็นว่า ก่อนจากลา เม้ามอยบันเทิง คือ เพลงเนี้ย มันออกมาในปี 1959 พร้อมกับหนัง แล้วทีนี้คือในปี 2014 มันมีการทำหนังเรื่อง Maleficent ที่เป็นแม่มดร้ายใน Sleeping Beauty ฟีลแบบ นำเสนอเรื่องใหม่ผ่านมุมมองแม่มดใจร้าย ซึ่งเพลงนี้ก็ถูกนำมาร้องใหม่แบบหลอนมากกกก

ลิงค์เพลงเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ https://www.youtube.com/watch?v=8waJ7W3QcJc

ลิงค์เพลงเวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่น https://www.youtube.com/watch?v=fAG3usmSLwQ

ซึ่งภาษาญี่ปุ่นรอบนี้คือแปลใหม่นะ ไม่เหมียนเดิม แต่เนื่องจากในบล็อกคือเน้นคอนเสป traditional ไง เลยไม่ได้วิเคราะห์ของฉบับแปลใหม่เนาะ

ไม่เป็นไร ไว้คราวหน้าคราวหลัง

วันนี้ ลาไปก่อน ขอบพระคุณทุกท่านจากใจจริงที่มาเข้าเฝ้าเราในวันนี้

บุญรักษา

สวัสดี

โสนน้อยเรือนงาม

สวัสดีจ้ะพสกนิกรทั้งหลายของเจ้าหงิง

วันนี้ทุกท่านอาจสงสัยทำไมเจ้าหงิงมารัวๆ

ไม่มีเหตุผลอื่นใดเลยนอกจากการที่เจ้าหงิงรักและเป็นห่วงประชาชนของเจ้าหงิงทุกคน อยากให้ทุกท่านได้รับความรักและความเมตตา

ใดๆ ในที่สุดเจ้าหงิงก็จะเข้าเรื่องแล้ว หัวใจและคีย์พอยท์ของบล็อกนี้!!!

สักทีนะอิเจ้าหงิง!!!//ยืนเท้าเอว ตาเขียวปั๊ด

เออๆมาแล้วน่าอย่าบ่น วู้ว

วันนี้ เราจะมาวิเคราะห์การแปลเพลงแรกของเรากัน นั่นก็คือออออออ

คืออออออออออ

คื้ออออออออออ

Someday My Prince Will Come จากเรื่อง Snow White จ้าาาาาาาาาาาาาาาา

สะโนไว้ ขอบคุณที่กล้าที่จะสอนหนู

วู้วววววววว

เอาล่ะ เนื่องจากเนื้อหาคราวนี้อาจจะดูรุงรังหน่อย ขอแปะสารบัญเอาแบบว่า ให้เข้าใจง่ายๆ

ไม่ใช่กันคนอ่านงงนะ กันเจ้าหงิงเนี่ยแหละ งงสะเอง5555555555

สารบัญ

  1. เนื้อเพลง
  2. วิเคราะห์ภาพรวมการแปล
  3. เทคนิคการแปลที่น่าสนใจ
  4. ประเด็นทางไวยากรณ์ที่น่าสนใจของภาษาญี่ปุ่น
  5. สรุป

งั้นไปกันเล้ยยยยยยยย

.

.

.

1.เนื้อเพลง

ก่อนอื่นขอแปะลิงค์เพลงก่อน

อังกฤษ https://www.youtube.com/watch?v=HLQ2sYxktMQ

ไทย https://www.youtube.com/watch?v=yp85AWn26FI

ญี่ปุ่น https://www.youtube.com/watch?v=u2HhFEy1NBE

เนื้อเพลง

He was so romantic
I could not resist
Someday my prince will come
Someday we’ll meet again
And away to his castle we’ll go
To be happy forever I know
Someday when spring is here
We’ll find our love anew
And the birds will sing and wedding bells will ring
Someday when my dreams come true
โอ เจ้าชายช่างแสนหวาน
ฉันหลงฝันพร่ำเพ้อ
สักวันเจ้าชายคงมา
อีกครั้งดั่งที่คอยรอ
และจะพาสู่ห้องหอของเจ้าชาย
สุขไม่คลายได้ร่วมเรียงเคียงเรื่อยไป
สักวันเมื่อฟ้าเรืองรอง
ความรักผูกสองดวงใจ
หมู่ปักษากู่ร้องก้องดั่งระฆังสดใส
ฝันใดคงเป็นดั่งใจเรา
とても素敵な
王子様
いつか必ず
王子様が
私を見つけ出し
お城へ連れていく
いつか必ず
幸せになる
永久(とこしへ)の愛の鐘が
鳴り渡るでしょう

.

2.วิเคราะห์การแปลโดยภาพรวม

2.1ภาพรวมการแปลภาษาไทย

ภาษาสวยมากกกกกกก คือแบบ โอ้ย ไม่รู้จะพูดยังไงอะ คือมันมีความกาพย์ กลอน กวี สูงมากๆ อ่านแล้วไม่ขัดอะไรเลย แบบถ้าเป็นภาษาญี่ปุ่นคือมัน 詩的 มากๆจริงๆ กราบใครก็ตามที่แปล และเก็บความหมายได้เกือบหมดมาก คือดีมากๆจริงๆ ไม่รู้จะพูดยังไง ขนลุก

2.2ภาพรวมการแปลภาษาญี่ปุ่น

ฮืออออออออออออออออออ

ไม่พูดได้ไหม เดี๋ยวเขาหาว่าแรง

อะไรนะ ต้องพูดเหรอ

ก็ได้ งืม

คือแบบ

ภาษาก็โอเคอะ ทั่วไป ไม่ได้อะไรมากมาย แต่ก็ไม่ได้แย่ จะมีบ้างที่แบบ เออคำนี้มันสวยเนาะคิดได้ไง อย่าง 永久の愛の鐘 (ระฆังแห่งรักนิรันดร์) เงี้ย

แต่แบบ ในเรื่องของความหมายเพลงอะดิ

ทำตกไปเยอะมากกกกกกกกกกก

เจ้าหงิงอยากร้องไห้ TOT

เอางี้ละกัน เดี๋ยวไม่เคลียร์ ขอชี้ให้เห็นชัดเลยๆว่าทำอะไรตกไปบ้าง

He was so romantic
I could not resist
Someday my prince will come
Someday we’ll meet again
And away to his castle we’ll go
To be happy forever I know
Someday when spring is here
We’ll find our love anew
And the birds will sing and wedding
bells will ring
Someday when my dreams come true
とても素敵な王子様
いつか必ず王子様が私を見つけ出し
お城へ連れていく
いつか必ず幸せになる
永久の愛の鐘が鳴り渡るでしょう

ตรงที่ขีดฆ่าคือความหมายมันตกไปงะ…

งืมมม เครียดเลย

คือถ้าให้วิเคราะห์ว่าทำไมถึงหายไปเยอะขนาดนี้นะ คิดว่าเป็นเพราะ ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่คำมีพยางค์เยอะ ซึ่งมีสาเหตุมาจากระบบเสียงของภาษาญี่ปุ่น

หมายความว่าไง ยกตัวอย่างนะ สมมติแนะนำชื่อตัวเอง

ฉันชื่อจุ๊บแจง >>> 4 พยางค์

私はジュブジャンです>>> 10 พยางค์ (ถ้าให้ถูกคือ 10 จังหวะ)

นั่นแหละ คือการที่จะพูดความหมายหนึ่งก้อนเท่ากัน จำนวนพยางค์ จำนวนคำที่ต้องใช้มันเยอะกว่าไง

คือจะบอกว่าตอนพูดอะ มันไม่รู้สึกอะไรหรอก เพราะภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่เสียงสระสั้น เพราะฉะนั้นเวลาพูดมันก็จะเร็วๆ

แต่พอเป็นการร้องเพลง มันจะต่างไป มันจะร้องทีละตัวแบบช้าๆชัดๆ เพราะฉะนั้นกว่าคนญี่ปุ่นจะร้องจบ ภาษาอื่นเขาจบไปสามรอบแล้วววว

แต่แบบ อย่างที่เราเคยดิสคัสกัน มันเป็นเพลงไง เรื่องของจำนวนคำ จังหวะ timing ทุกอย่างสำคัญ มันมีข้อจำกัด ดังนั้นจึงทำให้ต้องตัดเนื้อหาออก เพื่อให้เพลงจบได้ในเวลา

เซ็งจังน้าาาาาาาาาาาาาา

เห้อแต่ก็ไม่เป็นไร(?) ยังไงก็ไปต่อกันเลยละกัน

.

3.เทคนิคการแปลที่น่าสนใจ

เทคนิคการแปลจริงๆมีเยอะมาก แต่ที่ใช้เห็นเด่นๆในเพลงแล้วแบบ ว้าวซ่า คิดได้ไง ก็คือสิ่งที่เรียกว่า Cultural Substitution (การแทนวัฒนธรรม)

มันคือไร

ต้องเกริ่นก่อนว่า ภาษาแต่ละภาษาอะ มันมาพร้อมกับวัฒนธรรม เช่น จุ๊บแจงอาจจะกำลังนินทาใครสักคนอยู่ แล้วพอเขาเดินมา จุ๊บแจงก็อาจบ่นกับตัวเองว่า

เจ้ากรรมนายเวรจริงๆเลยนะ

ซึ่งเก็ทไหมว่าถ้าไม่มีความรู้ภูมิหลังทางพุทธศาสนา จะงงมากว่าจุ๊บแจงพูดเรื่องอะไร

ทีนี้คำถามที่ยากคือ สมมติต้องแปลไดอะล็อกนี้เป็นภาษาอังกฤษ ก็จะงง1 เพราะฝรั่งไม่นับถือพุทธ คือยังไงก็ไม่เข้าใจจนกว่าจะเลคเชอร์พุทธศาสนาให้เขา1แมทช์อะ ทำไงดีล่ะ

ก็อาจใช้วิธีเช่น เอาวัฒนธรรมของภาษาปลายทางมาแทนที่เลย ก็อาจได้ว่า

Oh, the demon is here

งี้

ซึ่งจริงๆแล้วก็ยังแปลไม่ดี แต่คร่าวๆก็คืออะไรอย่างนี้

ทีนี้ในเพลงนี้มันมีตรงไหน

Castle >>> ห้องหอ

Spring >>> ฟ้าเรืองรอง

ไปทีละคำเนาะ

คือ castle ถ้าแปลตรงตัวคือ ปราสาท ประเด็นคือ ปราสาทในมโนทัศน์ของฝรั่งกับของคนไทยไม่เหมือนกันงะ

ถ้าของฝรั่งก็คือแบบในดิสนีย์เนาะ เจ้าหงิงเจ้าชาย

แต่ถ้าของคนไทย มันคือแบบ พระที่นั่งมหาปราสาทไรงี้ ซึ่งคนละฟีลเลย น่ากลัวมาก ไม่ได้มีความรู้สึกโรแมนติกอะไรเลย คือต้องเก็ทด้วยนะว่า เพลงนี้ออกมาในปีพ.ศ.2480 ซึ่งเราว่ายุคนั้นคนไทยน่าจะยังไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมตะวันตกเท่าตอนนี้ ดังนั้นถ้าพูดว่าปราสาทคือตาแตก ผู้แปลก็เลยให้เป็น ห้องหอ งี้ ถือว่าอัจฉริยะมากกกก

ลักษณะเนี้ย อาจจะเรียกได้ว่าเป็นเทคนิค Domestication

คือไร

มันคือเทคนิคว่า เวลาที่เราแปลภาษาต่างประเทศมาเป็นภาษาเราเนี่ย เราจะต้องดัดแปลงคำ ไวยากรณ์ ลำดับความคิด ให้มันเป็นธรรมชาติของภาษาเรา ซึ่งจะตรงข้ามกับ Foreignization ซึ่งหมายถึงการคงภาษาไว้ให้มีกลิ่นของความเป็นต่างชาติอยู่ งี้

อีกคำนึง spring

คือสำหรับคนที่ไม่เคยอาศัยอยู่ในประเทศที่มีสี่ฤดูเนาะ คือมันจะเป็นงี้

เดือน9-11 ฤดูใบไม้ร่วง

เดือน12-2 ฤดูหนาว

เดือน3~ ฤดูใบไม้ผลิ

คือก่อนที่จะเข้าฤดูใบไม้ผลิอะ มันจะเป็นช่วงที่อากาศหนาวติดต่อกัน 6 เดือน แล้วมันหนาวแบบทรมาน ทุกอย่างแห้งแล้ง ต้นไม้อะไรเลยก็เหี่ยวไม่ออกดอกออกผล ช่วงหนาว (冬季) เนี่ย มันสัมพันธ์กับความตายและการสูญสิ้น

แต่พอหมดช่วงหนาวปุป เริ่มเข้าช่วงร้อน อากาศอุ่นขึ้น ต้นไม้ใบหญ้าออกดอกออกผล เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตและความอุดมสมบูรณ์ เก็ทปะ

ดังนั้น พอเอามาใช้กับเพลงรัก มันก็เป็นสื่อถึง ความรักที่พรั่งพรู เงี้ย

ซึ่งถามว่าทั้งหมดที่อธิบายมา คนไทยเก็ทไหม

ไม่เลยสักนิด…

เพราะอะไร ก็ประเทศไทยไม่มีฤดูใบไม้ผลิไงงงงง แต่คนแปลก็เก่งมาก คือใช้คำว่า ฟ้าเรืองรอง

ซึ่งจริงๆก็ไม่แน่ใจว่าหมายถึงยังไง แต่ตีความว่าหมายถึงยามเช้าที่ฟ้าสว่าง ซึ่งมีภาพพจน์ที่คล้ายๆกันคือ ฟ้าเนี่ย มันจะสว่างหลังจากมืดมาทั้งคืน ดังนั้นหลังจากสิ้นความมืด(ซึ่งผูกพันกับความตายและอันตราย) ก็จะสว่างสไว เหมือนกับความรักของสองเรา

เหม็นฟามรักกกกกกกกกกกกกกก

ซึ่งบางคนอาจรู้สึกว่า ตอนกลางคืนมืดเช้าก็สว่างมันก็ปกติที่ไหนก็เป็น ไม่น้าบางประเทศเขาก็พระอาทิตย์เที่ยงคืน มันต้องเป็นประเทศในเขตเฉพาะจริงๆถึงจะแบบ กลางคืนมืดยาวๆแล้วค่อยมาสว่าง

นั่นแหละ คือเนี่ยก็เป็นการแทนที่ด้วยวัฒนธรรมของภาษาปลายทาง ซึ่งเก๋มาก

แต่ว่านะ บางคนอาจบอกว่านี่คือ Lost in Translation

คือไร

อันนี้ปะ???

Tie-in หนึ่งแมทช์

ไม่ใช่ชื่อหนัง! มันคือปรากฎการณ์ของการแปล!

มันคือลักษณะว่า พอแปลภาษาหนึ่งออกมาเป็นอีกภาษาหนึ่งแล้วอะ มันจะมีความหมายหรือเซนส์อะไรบางอย่างที่สูญหายไป ซึ่งช่วยไม่ได้ ยังไงก็ต้องมีหาย

แง แย่จุม

แต่ไม่ต้องกังวลไป

เพราะมันก็มีการเสนอว่า แทนที่จะเสียใจกับสิ่งที่เสียไป (What is lost) เราควรชื่นชมกับสิ่งที่ได้มา (What is gained) มากกว่า อย่างในกรณีนี้ แม้เราจะสูญเสียเซนส์ของฤดูใบไม้ผลิ แต่สิ่งที่เราได้กลับมาคือ เซนส์ของกลางวันและกลางคืนแทน

อย่างไรก็ดีนะ ไปต่อกันเถอะ

.

4.ประเด็นทางไวยากรณ์ที่น่าสนใจของภาษาญี่ปุ่น

4.1การใช้คำแสดงความเป็นเจ้าของ

เคสสตัดดี้คือ “เจ้าชาย” กับ “ปราสาท” ลองเปรียบเทียบดูนะ ในเพลงทั้งสามเวอร์ชั่น

 คำแสดงความเป็นเจ้าของ
My prince
His castle
มี
มี
เจ้าชาย
ห้องหอของเจ้าชาย
ไม่มี
มี
王子様
お城
ไม่มี
ไม่มี

จะเห็นว่า ภาษาญี่ปุ่นไม่ค่อยใช้คำแสดงความเป็นเจ้าของแฮะ

อืมมม จริงพอลองคิดดูก็สังเกตจริงๆว่าภาษาญี่ปุ่นจะคล้ายๆภาษาไทยว่า ถ้ารู้อยู่แล้วว่าหมายถึงของใคร ก็ไม่พูดว่า ของ… เงี้ย เช่น จะต่างจากภาษาอังกฤษมากเลยว่ายังไง้ยังไงก็ต้องระบุ

เช่น สมมติอยากบอกว่าทำปากกาหาย ประโยคที่เป็นธรรมชาติที่สุดของทั้งสามภาษาจะเป็นดังต่อไปนี้

I lost my pen (มีคำแสดงความเป็นเจ้าของ)

ทำปากกาหาย (ไม่มีคำแสดงความเป็นเจ้าของ)

ぺんなくした (ไม่มีคำแสดงความเป็นเจ้าของ)

เงี้ย

เพราะฉะนั้น ขอตั้งขอสังเกตตรงนี้เลยว่า ภาษาญี่ปุ่นไม่นิยมใช้คำแสดงความเป็นเจ้าของ ยกเว้นสะว่าจะแบบ ต้องการเน้นย้ำจริงๆ ว่าอันนี้เป็นของใคร

 4.2การทำคำให้ไพเราะ

เคสสตัดดี้คือ “เจ้าชาย” และ “ปราสาท”

 คำยกย่อง/คำไพเราะ
prince
castle
ไม่มี
ไม่มี
เจ้าชาย
ห้องหอ
ไม่มี
ไม่มี
王子
มี
มี

คือจุ๊บแจงตั้งข้อสังเกตตั้งแต่สมัยเรียนญี่ปุ่นแรกๆละ ว่าภาษาญี่ปุ่นเอะอะก็ใส่คำยกย่องใส่คำไพเราะตลอดเวลา เช่น

ร้านถ่ายเอกสาร コピー屋さん

จาน 

ขนม 菓子

อยากในกรณีนี้ เจ้าชาย จริงๆทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษมีราชาศัพท์ที่จะใช้ แต่ตั้งข้อสังเกตว่ามักใช้กับเชื้อพระวงศ์ในชีวิตจริงมากกว่า ถ้าแบบเจ้าหงิงเจ้าชายในเทพนิยายก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ญี่ปุ่นคือไม่ได้ ต้องแบบ 王子 ให้เขาสักหน่อย

อีกอันคือ お城 (ปราสาท) คือภาษาญี่ปุ่นจะเติม お ให้กับคำทุกคำบนโลกใบนี้นะ เพื่อเพิ่มความไพเราะ จุ๊บแจงก็งงมากตอนแรกๆที่เรียน แต่ก็ยอมๆเขาไป ก็สนุกดี5555555555

ดังนั้น จะสรุปได้ว่า ภาษาญี่ปุ่นมีการใส่คำยกย่อง และคำไพเราะ ที่มากกว่าภาษาอื่นๆอย่างเห็นได้ชัดจริงๆ

.

5.สรุป

สรุปได้ว่าเพลง Someday My Prince Will Come ภาษาไทยแปลได้เยี่ยว(สุดยอด)มาก ในขณะที่ภาษาญี่ปุ่นก็ แหะๆ ไม่พูดละกัน และในการแปลเพลงนี้เราจะเห็นเทคนิคการแปลที่น่าสนใจคือ Cultural Substituion ซึ่งจะถูกงัดมาใช้เมื่อต้องเจอกับความต่างทางวัฒนธรรม ประเด็นทางไวยากรณ์ที่น่าสังเกตของภาษาญี่ปุ่นคือ ไม่นิยมใช้คำแสดงความเป็นเจ้าของถ้าไม่จำเป็น และ การเติมคำยกย่อง/คำไพเราะให้กับทุกอย่างบนโลกใบนี้

ก่อนจากลากัน จุ๊บแจงขอขายของ

วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563 เวลา 8.30 จะเป็นงานประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่ 92 และเนื่องจากปีที่ผ่านมาดิสนีย์ได้ปล่อยหนัง Frozen II โดยมีเพลงคือ Into the Unknown ได้เข้าชิงในสาขา Best Original Song

ประเด็นคือ จะมีการแสดงเพลงนี้ในงาน ซึ่งแน่นอนว่า Idina Menzel (ผู้ให้เสียงเอลซ่าภาษาอังกฤษ) ก็จะขึ้นร้อง

พร้อมๆกับ

ผู้ให้เสียงเอลซ่าอีกจาก 9 ประเทศ!!!

ในนั้นมีเอเชียสองประเทศ ได้แก่ ไทยและญี่ปุ่น!!!

กรีสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสส

ของญี่ปุ่นคือคุณทะกะโกะ มะทซุ์

และของไทยคือแก้ม วิชญาณี เปียกลิ่นจ้า

ฮือขนลุกมากไม่ไหวแล้ว เอาเป็นตอนเช้าวันจันทร์อย่าลืมดูเพอฟอร์มานซ์ Into the Unknown กันด้วยนะ

สำหรับวันนี้ แพะไปก่อน

ลาไปก่อน!

10 บาท 20 บาทก็จะเล่นเนาะ

อะๆ ไปจริงๆละ

สวัสดี

แล้วพลอยไพลินจะเป็นไหม

สวัสดี

ใครไม่แจง

จุ๊บแจง

วันนี้ บอกเลยว่า บล็อกฟ้าผ่า ไม่ได้อยู่ในแพลนว่าจะเขียนเลย แต่ว่าหน่อย เอ้อ แบ่งปันสิ่งที่ได้รับทราบเรียนรู้กับญาติโยมทั้งหลาย ไม่ได้ด่าผ้าเหลือง สาธุ

เรื่องของเรียนคือ วันก่อนนั่งเรียนหนังสือหนังหา

ใช่ เรียนอยู่ ยังไม่ถอน! ยังไม่ดรอป! ไม่ต้องทำหน้าเสียดาย!

ก็เอ้อ มีอาจารย์ท่านหนึ่ง เหาะเหินเดินอากาศมาจากแดนปลาดิบ ก็มาแกล้งๆเลคเชอร์แบบไม่ให้รู้ว่าเลคเชอร์ งี้

อาจารย์ก็สอนไปนู่นนี่นั่น ไอ้เราก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ไม่เข้าใจแต่ทำหน้าเข้าใจบ้าง

ก็ว่ากันไป

ทีนี้ไง มันมีเรื่องนึงที่อาจารย์สอน แล้วแบบเอ้อ มันตรงเราว่ะ

นั่นก็คือ

ไอ่คมไง ที่เป็นเพื่อนกับเจ้าชายฟิลิปอะ ฟิลิปเป้ ที่เป็นเพื่อนกับสรยุทธ

เอ้าสรยุทธมาด้วยเหรอ

มาสิ

ก็คื้ออออออ

เรื่อง การพูดคนเดียว (独り言) นั่นเองงงงงง

มันคือไร

ก็คือ การพูดคนเดียว ในลักษณะว่า เช่น สถานการณ์คือ กำลังวิ่งไปขึ้นรถไฟ แล้วไม่ทัน โดนสกัดดาวรุ่ง เราก็รู้ตัวแล้วว่าเราจะไปทำงานสายอะไรก็แล้วแต่ เราก็จะพูดออกมาว่า

あっ!間に合わない!

(คุณพระช่วย! ไม่ทันแล้ว!)

เป็นต้น

ทีนี้คือ อาจารย์เขาก็ยกตัวอย่างต่อไปอีก นั่นคือ เวลาที่นิ้วก้อยเท้าเรากระแทกขอบโต๊ะ

คนไทย: โอ๊ย!

ฝรั่ง: Ouch!

คนเชียงใหม่: อัลละ!

คนญี่ปุ่น: เจ็บ!

คือเป็นงองเลยอะ5555555 โอ้ยทำไมต้องอุทานว่า เจ็บ (痛っ!)อะเพื่อน55555

นั่นแหละ เอาเป็นว่า พระอาจารย์ก็ทรงเฉลยว่า ก็เพราะภาษาญี่ปุ่นชอบพูดคนเดียวไง ก็เลยเป็นงี้ คือแทนที่จะใช้คำอุทานเหมือนชาวบ้านอะ ก็พูดออกมาเลยว่า เจ็บ! งี้

ก็ว่ากันไป

ทีนี้เราก็ว่าเออคนญี่ปุ่นนี่ก็เก๋ดีเนอะพูดคนเดียวอะไรคนเดียว ก็เลยลองอ่านเล่นๆดูว่า มีการพูดคนเดียวอะไรคนเดียวอีกไหม

ก็ไปพบงานวิจัยนึงน่าสนใจมากกกก ก็เลยว่าอยากมาแบ่งปันกับทุกท่าน ชื่อว่า การทวิตอย่างมีลักษณะการพูดคนเดียวของนิสิตนักศึกษาเป็นการพูดคนเดียวหรือไม่ (大学生の独り言的ツイートは独り言なのか)

งานวิจัยนี้ก็ทำโดยอาจารย์อิกุโอะ ซะวะยะมะจากมหาวิทยาลัยเฮียวโงะ และอาจารย์มิกิโกะ/โมะโตะโกะ มิยะเกะ จากมหาวิทยาลัยโอะกะยะมะ (ไม่รู้จริงๆชื่ออาจารย์อ่านว่าอะไร อย่าตีนุ5555555)

ในงานนี้ก็จะนำเสนอเรื่องราวต่างๆไป สามารถอธิบายได้ดังนี้

1.ปัญหา

คือมันจะมีคอนเซปท์ที่ทุกท่านต้องทราบ คือ ชนิดของการพูด เขาจะบอกว่ามันมีสองประเภท คือ

การพูดเชิงสังคม (社会的発話・Social Speech) หมายถึง การพูดที่มีความคิดความหมายที่ต้องการสื่อไปถึงผู้อื่น

การพูดเชิงส่วนตัว (私的発話・Private Speech) หมายถึง การพูดเพื่อเป็นการจัดระเบียบความคิดของตนเอง

ทีเนี้ย ไอ่การพูดคนเดียว (独り言) เนี่ย มันก็คือการพูดเชิงส่วนตัว เขาบอกงี้

ทีเนี้ยปัญหาคือ แล้วการทวิต “ลอยๆ” ในทวิตเตอร์เนี่ย มันคืออันไหน???

แน่นอนว่าการตั้งคำถามแบบนี้ ไม่ได้หมายถามความคิดคนที่เป็นผู้อ่านทวิตนะ แต่หมายถึงว่า แนวโน้มของคนส่วนใหญ่เวลาทวิตในลักษณะของการพูดคนเดียว เขาทวิตในลักษณะพูดคนเดียว หรือทวิตในลักษณะสื่อสารกับคนอื่น

คือมันก็จะมีประเด็นหลากหลายในความซับซ้อนของการพูดคนเดียว เช่น การรับรู้จากผู้อื่น

คือยังไง

คือเช่น สมมติเราหกล้มหัวฟาดพื้นในบ้าน แล้วตะโกน ช่วยด้วยจ้าพี่สาว ปรากฎไม่มีใครได้ยิน คำถามคือ นี่พูดคนเดียวไหม

มีความปรัชญาอยู่นะเอาจริง เหมือนแบบ ถ้าไม่มีใครรู้ว่าเก้าอี้นี้อยู่ในห้อง จะถือว่าเก้าอี้มีตัวตนไหม

เอาเข้าไป เชิญจ้ะภาคปรัชญาชั้นสิบตึกบรม

หรือแบบ สมมติว่าเราถูกแม่ใช้ให้ไปซื้อของที่ตลาด ระหว่างเดินไปเราก็ท่อง หมูสามชั้นสามขีด หมูสามชั้นสามขีด ปรากฎว่ามีคนได้ยินเราพูด คำถามคือ นี่คือการพูดคนเดียวไหม

ก็ว่ากันไป ให้ครุ่นคิสกันเล่นๆ

ทีนี้กลับเข้าเรื่อง คำถามสำคัญคือ งานวิจัยเนี้ย ทำไปทำไม

คืออาจารย์เขาก็จะอธิบายว่า เวลาใช้ทวิตเตอร์เนี่ย มันจะได้สื่อสารกันรู้เรื่องว่าเอ้อ เนี่ยเธอต้องการแค่บ่นคนเดียว หรือต้องการการตอบรับอะไรบางอย่างจากสังคมรึเปล่า งี้ แล้วที่จะใช้เด็กมหาลัยเป็นเคสสตัดดี้ เพราะเด็กพวกนี้เล่นทวิตเยอะ

ก็น่าสนใจ

2.วิธีวิจัย

อาจารย์เขาก็ทำการทดลองด้วยการ แจกแบบสอบถามให้นิสิตตอบในคลาสเรียน แล้วก็ถามว่า

-ทวีตในเชิงระบายอารมณ์ความรู้สึกบ่อยแค่ไหน

-มีการตอบสนองจากคนอื่นมากน้อยแค่ไหน เช่น เดินมาเจอหน้ากันก็ทัก เห็นทวีตนายเมื่อวานแล้วนะสมศักดิ์ เป็นต้น

-แนวโน้มในการทวิต ว่าเป็นเชิงสังคมหรือส่วนตัว

-ถ้าไม่มีทวิตแล้วจะทำยังไงระหว่าง พูดกับคนอื่น(他社に話す) กับ จดลงไดอารี่ลับของเจ้าหงิง(メモに書く)

แล้วก็ทำแบบสอบถามเนี่ยสามครั้ง คือ 2012, 2015, 2016 เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลาที่เปลี่ยนไป

3.ผลการวิจัย

ก็ได้ผลว่า คนยุคปัจจุบัน ทวิตในแนวทางของการพูดเชิงสังคมมากขึ้น

โอ้วววววววว

ก็คือ แม้จะใช้wordingเหมือนบ่นคนเดียว แต่แท้จริงแล้วคนส่วนใหญ่นั้นกำลังสื่อสารกับคนอื่น กำลังต้องการการตอบรับจากคนอื่นงั้นน่ะสิ!

ปังมากกกกกก

งั้นคำถามคือ ทำไมเป็นเช่นนั้นหนอ

อาจารย์เขาก็วิเคราะห์ได้สามข้อ

ข้อแรก มีการเปลี่ยนแปลงของคนเล่นทวิต คือคนที่เล่นมานานแล้วก็จะเป็นพวกพูดเชิงส่วนตัว แต่คนที่เพิ่งมาเล่นใหม่เป็นพวกพูดเชิงสังคมกันเยอะ ก็เลยทำให้โดยรวมเปลี่ยนแปลง

ข้อสอง คนเล่นทวิตเยอะขึ้น เลยทำให้ทวิตเป็นพื้นที่ที่มีความส่วนตัว (プライベートな空間) น้อยลง

ข้อสาม คนตระหนักกันมากขึ้นว่าทวิตเป็นพื้นที่ที่มีคนหลากหลาย ดังนั้นคำพูดของเรามันอาจถูกตีความไปอย่างอื่น เกิดความเข้าใจผิด เกิดความขัดแย้ง จะมาพิมพ์บ่นกับตัวเองอะไรเงี้ยไม่ได้ ต้องรู้จักระวังคำพูดมากขึ้น

ก็ว่ากันไป

สรุปได้ว่า ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่มีการพูดคนเดียวที่เยอะกว่าภาษาอื่นๆแบบเห็นได้ชัด อย่างไรก็ดี การทวิตที่มีลักษณะของการพูดคนเดียวในหมู่วัยรุ่นมหาลัยญี่ปุ่นนั้น ไม่ได้เป็นการพูดคนเดียว หากแต่เป็นการพูดเชิงสังคมที่มีการสื่อสารกับผู้อื่นซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่คนจะพูดคนเดียวในทวิตกันเยอะ วิเคราะห์ได้ว่าสังคมทวิตมันกว้างขึ้น ความเป็นส่วนตัวมันน้อยลง พูดอะไรไม่ระวังมันกระทบคนอื่น ต้องยั้งคิดอะไรมากขึ้น ต่างๆ

ก็ว่ากันไป

ซึ่งจริงๆน่าสนใจว่า แล้ววัยรุ่นไทยล่ะเป็นเหมือนกันไหมอะไรยังไง

ใครอยากรู้ ช่วยทำวิจัยแล้วส่งมาให้จุ๊บแจงอ่านด้วย555555555

สำหรับคราวนี้ก็ประมาณนี้ พอหอมปากหอมคอ

ลาไปก่อน

สวัสดี

Source https://www.jstage.jst.go.jp/article/personality/advpub/0/advpub_27.1.5/_article/-char/ja/

การแปลคืออะไร

ปูดอง

หอยดอง

ไข่ดอง

มะม่วงดอง

ใครไม่ดอง

จุ๊บแจงดอง!!!

ดองบล็อกเก่งมากกกกกกกก

ไหนยายแต๋ว ไหนป้าไก่ เอาบล็อกนี้ไปต้มทานกับข้าวสวยร้อนๆหน่อย สีท่าจะลำ(น่าจะอร่อย)

อย่างไรก็ดี ห้ามสาป ห้ามว่า ด่าได้แต่อย่าแรง หนูทำจมูกมาแล้วมันแก้ไม่ได้ เป็นกำลังใจให้หนูด้วย//ปันปัน ไม่ได้กล่าว

อย่างไรก็ดี ถามว่าในที่สุดก็มา จะมาแปลเพลงแล้วใช่ไหม ไหนเพลงสโนว์ไวท์ ไหนเพลงอะไร พูดออกมา

คำตอบคือ ยัง ยังไม่ถึงขั้นเพลง55555555

สโนว์ไวท์ไปเกิดใหม่แล้วมั้ง ชักช้าจริงๆเลย อิแพงเค้ก!!!

ใจเย็นเจ๊ หนูงานยุ่ง เห็นใจหนู

เอาล่ะเข้าเรื่อง เพราะว่าก่อนที่เราจะไปฉอด(สั่งสอน)ใครได้ว่า เอ้ยแปลดีนะไอ่หนุ่มเอ้ยอะไรยังไง ก่อนอื่นนะก่อนอื่น มันต้องมีการทำรีเสิชหาอ่านดูสักหน่อยว่าเอ้อออ ฮาวทูการแปล แปลอย่างไรให้ได้รับคำชม แบบนี้

ก็ไปค้นๆมา ได้หนังสือมาหูวว เป็นสิบ

อ่านจบกี่เล่ม

สอง555555555

โอ้ยอย่าว่าดิ คนมันงานรัดตัว ทุกวันนี้เหมือนเป็นแมลงสาบที่โดนไล่ตีในบ้านมานุด

ภาพจำลองจุ๊บแจงสู่ขิต(ไปไม่รอด)

อย่างไรก็ดี คือจะมาพูดถึงเรื่องของการแปลว่ามันมีประเด็นอะไรบ้าง

1. การแปลคืออะไร

คือมันก็จะมีคนอธิบายไว้แบบเข้าใจง่ายๆว่า การแปลคือการเปลี่ยนภาษาหนึ่งไปเป็นอีกภาษาหนึ่ง

อืม ขอบคุณนะ เข้าใจขึ้นเยอะ

เดี๋ยวก่อนใจเย็นดิ555555

คือเขาจะบอกว่าภาษามันประกอบไปด้วย

  • สัญลักษณ์  เช่น เสียง ตัวอักษร
  • กฎ คือ ข้อตกลงร่วมกันว่าเราจะเอาคำต่างๆมารวมเป็นประโยคได้อย่างไร ง่ายๆก็คือ ไวยากรณ์

พอเรามีสัญลักษณ์แล้ว มีกฎแล้ว เราก็จะใช้ภาษาในฐานะเครื่องมือส่งต่อความคิด(หลังจากนี้จะเรียก “ความหมาย”)ของเราไปหาผู้อื่น

ภาพปลากรอบจากหนังสือหลักการแปล

ปกติถ้าเราพูดภาษาเดียวกัน เราก็จะส่งต่อความหมายไปอีกฝ่ายได้เลย เพราะเราเข้าใจสัญลักษณ์และกฎซึ่งกันและกันอยู่แล้ว

แต่ถ้าเราพูดคนละภาษา มันก็จะต้องมีคนที่เป็นตัวกลาง เปลี่ยนสัญลักษณ์ที่รับมาจากนาย ก แล้วค่อยส่งต่อไปยังนาย ข นั่นก็คือนักแปล นั่นเอง

ภาพปลากรอบจากหนังสือเล่มเดียวกันจ้ะพี่จ๋า

ปังมากกกกกกกกกกกกกก

ปังอะไร ประทัดเหรอ ตรุษจีนเลยมาแล้ว ไปนอนไหมท่าน???

เจ๊นี่ก็ขัดตลอดเลย! ไปไหนก็ไปไป จะพูดต่อแล้ว!

เข้าเรื่องต่อ

นั่นแหละ ทีนี้ก็คือ แล้วการแปลมันคือยังไง ต้องทำยังไง

มันก็จะมีคำอธิบายที่น่าสนใจมาก คือ เขาจะบอกว่าในการใช้ภาษามันจะประกอบไปด้วย

  • รูปแบบการนำเสนอ (Form)
  • ความหมาย (Meaning)

คือไร???

เอาเป็นว่า ลองเทียบง่ายๆกับจดหมายลาป่วย

ฟอร์ม>>> ต้องขึ้นต้นด้วยกราบเรียนอาจารย์ ตามด้วยบรรยายเนื้อหาการป่วย ตามด้วยว่าจะ

ลากี่นาน ฯลฯ

ความหมาย>>> ป่วยจ้า ขอหยุดจ้า

งี้

นักวิชาการทฤษฎีการแปลก็จะมีหลายความเห็น บางคนบอกเราต้องรักษาฟอร์มไว้เป็นหลัก บางคนบอกเราต้องรักษาความหมายเป็นหลัก นู่นนี่นั่น

อย่างสมัยก่อนมันมีเรื่องของว่า การแปลเป็นการนำงานของ “ปราชญ์” ของสังคมที่ “เจริญกว่า” มาสู่สังคมที่ “ด้อยกว่า” เพราะฉะนั้นต้องให้ความเคารพต้นฉบับ ต้องรักษาฟอร์มไว้

ก็ถือว่าฉาวอยู่

ทั้งนี้ทั้งนั้น ปัจจุบันมันมีเรื่องของแนวคิดหน้าที่นิยม (Functionalism) มากขึ้น

คืออิหยัง???

คือแนวคิดว่า เราควรแปลงานตามวัตถุประสงค์ของงาน เช่น ถ้าแปลข่าว จุดประสงค์คือต้องการเผยแพร่ข้อมูลนี้ข่าวนี้ ดังนั้นฟอร์มไม่ต้องสนใจมาก เน้นความหมายเป็นหลัก เป็นต้น

ทีนี้เราก็จะเข้าสู่หัวข้อต่อมา

แล้วเพลงดิสนีย์ล่ะ?

2. การแปลเพลง

มันก็จะมีคำอธิบายว่า งานเขียนประเภทกลอน เพลง ต่างๆ พวกนี้คือศิลปะทางภาษา (ศัพท์เฉพาะ รจนาสาร ตาแตกเลยเกิดมาไม่เคยเห็น)

เป็นศิลปะทางภาษาแล้วไงอะ

ก็คือ มันสำคัญว่า เขาไม่ได้ต้องการสื่อแค่เนื้อหาอย่างเดียว แต่วิธีการใช้คำให้สละสลวยกินใจ คำคล้องจอง การเล่นเสียงพยัญชนะและสระ ทุกอย่างมีความหมาย ดังนั้นเมื่อคุณแปล คุณต้องรักษาทั้ง Form และ Meaning

ทีนี้ลองวิเคราะห์เพลงดิสนีย์

เนื้อหาสำคัญไหม สำคัญ เพราะว่าเพลงแต่ละเพลงมันถูกต่างขึ้นมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่อง ดังนั้นคุณจะละทิ้งเนื้อหามันไปเลยไม่ด้ายยยยย

แล้วละทิ้งฟอร์มได้ไหม

ไม่ด้ายยยยยยย

ก็บอกไปแล้วไงว่าเพลงเนี่ย แต่งขึ้นมาคือเล่นกับคำ กับจังหวะ กับเสียงเยอะมาก

ยกตัวอย่างนะ

เพลง How Far I’ll Go จากเรื่อง Moana

I can lead with pride ทุกเส้นทางที่ค้น

I can make us strong ทุกแห่งหนที่หา

I’ll be satisfied จะก้าวเดินดั้นด้น

If I play along ทุกถนนวนมา

คุณณณณณณ คุณดูความคล้องจองตรงนั้นนนนนน

Pride-satisfied, strong-along

ค้น-ด้น, หา-มา

โอ้ยตายแล้ววววว แล้วแปลออกมาได้แบบ คล้องจองที่เดียวกันเป๊ะ เก่งเกินไปแล้ววววววว

แล้วคราวนี้ดูสองบรรทัดแรกนะ

I can lead with pride ทุกเส้นทางที่ค้น

I can make us strong ทุกแห่งหนที่หา

ของภาษาอังกฤษซ้ำคำว่า I ชะ ภาษาไทยก็ซ้ำว่า ทุก เงี้ย โอ้ยทำได้ไงงงง

ขนลุกกกกก

เนี่ยแหละ! เนี่ยแหละคือการแปล!

คือมันจะมีคำอธิบายด้วยว่า งานแปลที่ดี “ต้องสร้างปฏิกิริยาตอบรับจากคนอ่านให้เหมือนกันได้” หมายถึง ถ้าฝรั่งอ่านบทภาษาอังกฤษแล้วขนลุก พอแปลเป็นไทยให้คนไทยอ่าน คนไทยก็ต้องขนลุกเหมือนกัน

หูวววว ขนลุกกกก

ปวดอึ๊เหรอ???

เจ๊! เมื่อไหร่จะเลิกแกงหนูเนี่ย!

เอาเป็นว่า โดยสรุป

การแปลคือการที่ผู้แปลทำหน้าที่เป็นคนกลาง รับความหมายมาจากคนหนึ่ง เปลี่ยนสัญลักษณ์และกฎในนั้น แล้วส่งต่อความหมายไปยังอีกคนหนึ่ง การแปลควรแปลอย่างไรขึ้นกับวัตถุประสงค์ของงาน แต่สำหรับเพลงดิสนีย์ที่เป็นศิลปะทางภาษา อีกทั้งยังมีวัตถุประสงค์ที่จะให้แฟนๆทั่วโลกอิ่มเอิบไปกับภาพยนต์ การแปลเพลงดิสนีย์จึงจำเป็นที่จะต้องรักษาทั้งรูปแบบการนำเสนอความหมายและตัวความหมายไว้ให้สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งท้าทายมากและไม่ง่ายเลย แต่นี่เองแหละคือพันธกิจของเราในฐานะเจ้าหงิงดิสนีย์ ผู้กอบกู้มนุษยชาติ

เจอกันใหม่จ้ะ

สวัสดี

เอกสารอ้างอิง

สัญฉวี สายบัว. (2560). หลักการแปล. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

สุพรรณี ปิ่นมณี. (2562). ภาษา วัฒนธรรมกับการแปล : ไทย-อังกฤษ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

บันทึกครั้งที่ 1 ฉันมาทำอะไรที่นี่กันหนอ

สวัสดี มิตรรักแฟนเพลงทุกท่าน กลับมาพบกันอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่กับจุ๊บแจง เจ้าหงิงดิสนีย์

แน่นอนว่า ในคราวที่แล้ว มีการแนะนำตัว พูดคุย ทักทายแฟนคลับเอย และบอกกล่าวกับทุกท่านว่า จุ๊บแจงมาเพื่ออะไร

แต่วันนี้ ฤกษ์งามยามดี ก็อยากจะมาเน้นย้ำ ว่า เราเขียนบล็อกนี้ เพื่อพัฒนาภาษาญี่ปุ่นตัวเองสิ!!!

หลายๆท่านที่อ่านงงแล้ว เขียนภาษาไทยแล้วจะพัฒนาญี่ปุ่นอย่างไร

ไม่ไงเพื่อน ก็เขียนไทยแต่เรียนภาษาญี่ปุ่นผ่านเพลง(ที่แปลจากภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาญี่ปุ่น)ไง

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันก่อน อย่าหาว่าเมาท์ ฉันเรียนภาษาศาสตร์มาจ้า

อะไร ใครบอกว่าฉันไม่มีการศึกษา ได้ยินนะ เดี๋ยวเถอะ!

กลับมาสู่เรื่องเดิม ประเด็นคือ เรียนหนังสือมา แล้วมันมีประเด็นนึงที่แบบ หูยยย ไม่พูดไม่ได้

คือเอางี้ ขอคนละคอมเม้น เดี๋ยวพูดเลย

จริงๆ ขอคอมเม้นนึง

อะเล่าต่อ คือเรียนเกี่ยวกับ การเรียนภาษาของมนุษย์ ว่าเออ คนเราเนี่ยนะ(นี่คือการสรุปสิ่งที่เรียนอย่างรวดเร็ว) มันจะมีภาษาแม่ (เรียกว่า ภาษาที่หนึ่ง) และภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่ (เรียกว่าภาษาที่สอง)

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นเราเนี่ย ก็จะมีภาษาไทยเป็นภาษาที่หนึ่ง(ภาษาแม่) และภาษาอังกฤษกับภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่สอง(ภาษาต่างประเทศที่ไปเรียนเพิ่มเติม)

แล้วทีนี้คือ หูย พูดไปแล้วก็เจ็บ

คือมันมีข้อมูลจากนักภาษาศาสตร์ว่า มันมีสิ่งที่ชื่อ “ช่วงอายุเอื้อการเรียนภาษา” ภาษาอังกฤษเรียก Critical Period ภาษาญี่ปุ่นเรียก 臨界期(りんかいき)

แล้วมันคือไร???

มันก็คือเป็นแนวคิดว่า คนเรานะคนเรา มันจะเรียนภาษาได้ดีสุดแล้ว แค่ภายในช่วงอายุหนึ่งเท่านั้นแหละ พอเลยช่วงนี้ไปก็บ้ง(ล้มเหลว)แล้ว สมองตาย

แล้วอายุที่ว่ามันเท่าไหร่?

ก็จะมีหลายๆแนวคิดนะ อย่างในห้องเรียนเนี่ยอาจารย์ไม่ได้สอนละเอียด แต่ไปค้นเพิ่มมา ซึ่งอ้างจากในงานวิจัยของคุณเกรียงศักดิ์และคุณวัฒนาเนี่ย เขาก็จะบอกว่า

Brown, 1994 ให้ที่ 12-13 ปี

Bickerton, 1981 บอกว่า 6

คำถาม เจ้าของบล็อกอายุเท่าไหร่

.

.

.

2x ปี

ถือว่าแรงมาก…

แล้วไง ถ้าเลยวัยแล้วมันจะทำไม จะเรียนไม่ได้หรือไงทำไมพูดออกมา!//เกรี้ยวกราด

คือ ตอนที่เรียนเนี่ย อาจารย์อธิบายว่า “ถ้าเลยวัยไปแล้วมันจะเรียนภาษาได้ยากขึ้น”

แล้วมันคือยังไงอะ

ถ้าเป็นคุณ Brown เขาก็จะบอกว่า เธอจะออก “สำเนียงแท้” ไม่ได้ คือสำเนียงไม่เหมือนเจ้าของภาษาน่ะแหละ ซึ่งก็จะมีนักภาษาศาสตร์คนอื่นๆ เช่น Walsh & Diller, 1981 หรืออย่าง Klein, 1986 ก็ยืนยันเรื่องเดียวกัน แต่เสริมว่า ถึงจะสำเนียงไม่ได้ แต่ความสามารถการใช้ภาษา เช่น ใช้ศัพท์ ใช้ไวยากรณ์ได้ดีเหมือนเจ้าของภาษา เรื่องแบบนี้ยังทำได้

โล่งอกไปหนึ่ง…

แต่จริงๆพูดมายืดยาวเนี่ย ไม่ได้จะบอกว่า ไอ่สิ่งที่เรียกว่า “ช่วงอายุเอื้อการเรียนภาษา” มันมีอยู่จริงแน่ๆนะ

หักมุมมากแม่//เสียงจากผู้ชมในห้องส่ง

คืองี้ โอเคมันมีคนที่เชื่อทฤษฎีนี้เยอะ ด้วยการทดลองอะไรต่อมิอะไรของเขามากมายอะนะ รวมไปถึงเคสของพวก Feral Child ด้วย

Feral Child คืออิหยัง?

ก็คือ เด็กที่ไม่ได้โตในสังคมมนุษย์ ง่ายๆว่าเช่น ตอนเด็กๆพลัดหลงไปอยู่ในป่า แล้วก็โตมากับสัตว์เงี้ย แล้วก็คือไม่ได้พูดภาษามนุษย์เลย พอโตมามีคนไปเจอ แม้จะพยายามสอนภาษามนุษย์แค่ไหนก็ไม่สามารถ 100% ได้

อยากรู้ว่าเป็นไงลองดูตัวอย่าง https://www.youtube.com/watch?v=nv3ocntSSUU&t=277s

ก็ว่ากันไป

แต่คนที่มีความคลางแคลงใจ ก็จะมี เช่น Bongaerts, 1999 ก็ทดลองว่า เอ้อลองดู เอาผู้ใหญ่ชาวเนเธอร์แลนด์มาทดสอบการออกเสียงภาษาอังกฤษ แล้วพบว่า ว้ายตายแล้ววววว พูดเป๊ะอย่างกับเจ้าของภาษา! นึกว่าตอนอยู่บ้านจิบชาทุกบ่ายสาม!

ก็นั่นแหละ มันก็หลายๆอย่าง

ดังนั้นโดยสรุปนะ

ช่วงอายุเอื้อการเรียนภาษา ไม่รู้ ทุกวันนี้ก็ยังเถียงกันอยู่

แต่ส่วนตัวนะ เชื่อว่าในเรื่องการการออกเสียง มี ยังไงก็มี แต่เรื่องของความสามารถการใช้ภาษา คิดว่าไม่ คือเชื่อว่า ถ้าเราตั้งใจจริง ยังไงก็เก่งเทียบเจ้าของภาษาได้

แต่ไม่ไง ประเด็นคือผู้ใหญ่อะ ที่เรียนภาษาไม่เก่งเท่าเด็ก น่าจะเพราะเหมือนแก่แล้วเลยหมดไฟเรียน งี้หรือเปล่า ไม่รู้เหมือนกันขอลองแก่ก่อนนะ55555

อย่างไรก็ดี จุ๊บแจงเชื่อว่า ถ้าคุณตั้งใจเรียนภาษา คุณเก่งได้แน่! เหมือนกับที่เราจะตั้งใจศึกษางานแปลเพลงดิสนีย์ ใครจะรู้ สักวันจุ๊บแจงอาจถูกว่าจ้างให้แปลเพลงดิสนีย์มาจากภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาญี่ปุ่นก็ได้!

ถ้าแจงทำได้ คุณก็ทำได้

สุดท้ายนี้ ขอฝากคำคมก่อนจากลา

คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะไม่ทิ้งขยะในแม่น้ำได้

สวัสดี

รู้จักกันก่อนแม่

สวัสดีจ้าทุกคนที่เข้ามาอ่าน ก่อนอื่นเลยต้องขออนุญาตแนะนำตัวเอง

เราชื่อ

จุ๊บแจง

เราเป็นใคร

เราคือเจ้าหงิงดิสนีย์

เราเขียนบล็อกนี้เพื่อเติมเต็มความฝันที่แม่เคยฝัน ที่คนคนนึงไม่กล้าฝัน แต่เขาก็ให้มาโดยที่ฉันก็แอบฝัน

บล็อกนี้จะเป็นเพลงดิสนีย์ชื่อดังอมตะที่จะผ่านการเลือกสรรมาเป็นอย่างดี โดยเราจะโพสทั้งเนื้อเพลงภาษาอังกฤษต้นฉบับ และ สำคัญมากๆๆๆๆ เวอร์ชั่นไทยและเวอร์ชั่นญี่ปุ่น!!! ยิ่งใหญ่ยิ่ง

โพสเพื่ออะไร คือไม่มีอะไรคือเราเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่และสนใจเรื่องพวกภาษาศาสตร์เปรียบต่าง(คีย์เวิร์ดมาแล้ว1!) ก็เลยว่าเอ้อ ลองแกล้งๆเปรียบเทียบดูไหมว่า ภาษาอังกฤษต้นฉบับเขาว่างี้ แล้วภาษาไทยจะแปลว่าอะไร ญี่ปุ่นจะว่าอะไร เรียกว่าอยากจะเห็นลักษณะอะไรบางอย่างที่เป็น เฉพาะตัวงี้ หวานๆหนึ่งแมทช์ เอาเป็นว่า จะมาโพสบ่อยแค่ไหน ไม่รู้ โพสเมื่อไหร่ไม่บอก

แต่ถ้าอยากรู้

กดไลค์กดแชร์แล้วรัวหน้าว้าวมาก่อน5555555555555555555

เอาเป็นว่า ใบ้แบบแกล้งๆ เพลงแรกจะมาจาก Snow White!!! เก่ามากกก แต่คลาสสิกมากกกกก เอาเป็นว่า ไปก่อน เดี๋ยวเผลอบอกอะไรมากกว่านี้

เจอกันจ้ะ

สวัสดี

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น