ฉันมาไกล มาไกลเหลือเกิน

สวัสดีจ้ะพสกนิกร

อา หน้าร้อนแบบนี้ ถ้าไปเที่ยวทะเลได้ก็คงดีสินะ

ใช่แล้ว ข้าพเจ้ากำลังอยากไปเที่ยวทะเล

งั้นก็ไปสิ!!!

เชิญพบกับเพลง How Far I’ll Go จากเรื่อง Moana จ้าแม่จ๋าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา

สอนวิธีเขียนคิ้วทีจ้ะ

สารบัญ

1)เนื้อเพลง

2)ความประทับใจโดยรวม

3)เทคนิคการแปลที่น่าสนใจ

4)ภาษาศาสตร์ที่น่าสนใจ

5)สรุป

.

.

.

1)เนื้อเพลง

เวอร์ชั่นอังกฤษ >>> https://youtu.be/cPAbx5kgCJo

เวอร์ชั่นไทย >>> https://youtu.be/16hEiUnZEVM

เวอร์ชั่นญี่ปุ่น >>> https://youtu.be/Ey9BdkAT8Sw

I’ve been staring at the edge of the water long as I can remember never really knowing why
I wish I could be the perfect daughter
But I come back to the water
no matter how hard I try

Every turn I take
Every trail I track
Every path I make
Every road leads back
To the place I know where I cannot go where I long to be

See the line where the sky meets the sea? It calls me
And no one knows how far it goes
If the wind in my sail on the sea stays behind me
one day I’ll know
if I go there’s just no telling how far I’ll go

I know everybody on this island seems so happy on this island
Everything is by design
I know everybody on this island has a role on this island
So maybe I can roll with mine

I can lead with pride
I can make us strong
I’ll be satisfied if I play along
But the voice inside sings a different song
what is wrong with me?

See the light as it shines on the sea?
It’s blinding
But no one knows how deep it goes
And it seems like it’s calling out to me so come find me
And let me know
what’s beyond that line?
will I cross that line?

See the line where the sky meets the sea? It calls me
And no one knows how far it goes
If the wind in my sail on the sea stays behind me
One day I’ll know
how far I’ll go
เฝ้าแต่มองที่เส้นขอบน้ำจนสุดโพ้นฝั่ง
ทำอย่างนี้ตั้งแต่จำความ
แม้ไม่รู้เลยว่าทำไม
ถึงอยากเป็นลูกสาวที่ดีและเชื่อฟัง
ใจก็ยังพามาที่สายน้ำ
จะพยายามห้ามเพียงใด

ทุกเส้นทางที่ค้น
ทุกแห่งหนที่หา
จะก้าวเดินดั้นด้น
ทุกถนนวนมา
ที่ที่ใจฝันเพ้อ
เฝ้าแต่คอยชะเง้อปรารถนาได้ไป
 
มองดูเส้นที่ขอบฟ้าจรดแผ่นน้ำ
มันเรียกเรา
และจะต้องไปอีกไกลเท่าไร
แค่เพียงลมที่มันโหมบนแผ่นน้ำยังคอยช่วยเรา
ก็คงเข้าใจ
สุดจะคาดและเดาว่าเราต้องไปไกลเพียงใด
     
ก็รู้ใครต่อใครอาศัยอยู่ทั่วเกาะ
แสนสุขสันต์ด้วยกันอย่างที่เห็น
ทุกๆ เรื่องราบรื่นดังใจ
รู้ดีทุกคนล้วนแต่มีสิ่งที่เหมาะสมอย่างที่แต่ละคนเป็น
และฉันก็มีหน้าที่ทำไป

เป็นผู้นำพี่น้อง
ไปสู่ความดีงาม
คงจะสุขใจปอง
เพียงแค่เราทำตาม
ทั้งที่ใจเรียกร้อง
ได้แต่คอยเฝ้าถาม
ก็ไม่รู้ทำไม

มองดูแสงที่สะท้อนบนแผ่นน้ำ
ช่างวาบตา
จะส่องแสงไปได้ลึกเท่าไร
และดูเหมือนมันจะเรียกให้ไปตาม
ก็จงรีบมา
ฉันเข้าใจ
ถ้าหากข้ามเลยไปจะได้พบอะไร

เมื่อเส้นที่ขอบฟ้าจรดแผ่นน้ำ
มันเรียกเรา
และจะต้องไปอีกไกลเท่าไร
แค่เพียงลมที่มันโหมบนแผ่นน้ำยังคอยช่วยเรา
ก็คงเข้าใจว่าห่างเพียงใด
打ち寄せる波をずっと
一人見つめてた
何も知らずに
そうよ期特に応えたい
でも気付けばいつも
海に来てるの        
どの道を進んでも
辿り着くとこは同じ
許されないの?
憧れの遠い海
       
空と海が出会うところは
どれほど遠いの?
追い風受け、漕ぎ出せばきっと
分かるの
どこまで遠く行けるのかな
         
そうね、 みんなとっても幸せそうだわ
それは分かるの
そうよ
自分の居場所があるのって本当
素敵なことよね

この道を進んでく
望まれることは同じ
でも心に響くのは違う歌
         
光り、輝く海が私を呼んでる
おいでよと
早く見つけて欲しいと呼んでる
教えてよ
そこには何が待ってるの                

空と海が出会うところは
どれほど遠いの?
追い風受け、濃ぎ出してきっと
私は行くのよ

.

2)ความประทับใจโดยรวม

2.1)ภาษาไทย

อืมมมม คือมันก็ดีนะ ก็สวยงาม ความหมายครบ ฟังเพลินๆ แต่หลายๆท่อนก็รู้สิว่า มันสำนวนนมเนยมากกกก คือฟังแวบแรกแล้วจะแบบ ん? ไม่รู้เหมียน เป็นเทรนด์การแปลของยุคใหม่ๆมั้ง ก็แร้วแต่

2.2)ภาษาญี่ปุ่น

อืม ฉันพอใจมาก สวยงาม ความหมายครบ งดงาม ถือว่าไม่แย่ๆ

.

3)เทคนิคการแปลที่น่าสนใจ

อะ ไปทีละอัน

3.1)การแปลแบบหาคำมาเทียบเคียง (Restatement Translation)

เทคนิคนี้มันจะเป็นลักษณะที่ว่า ภาษาต้นทางมีวิธีการพูดที่แบบ อาจจะพูดได้ในภาษาปลายทาง แต่ถ้าพูดแล้วมันจะแปลก ก็จะมีการปรับเปลี่ยน1 เช่น

…He cleared his throat

…เขากระแอม

เงี้ยจ้ะ

ทีนี้ ในเพลงนี้คือตรง

I wish I could be the perfect daughterถึงอยากเป็นลูกสาวที่ดีและเชื่อฟัง期特に応えたい

คือจริงๆภาษาญี่ปุ่นก็สามารถพูดว่า「完璧な娘になりたい」ได้ แต่เพลงนี้เขาก็เลือกที่จะ restate มันไปอีกทางนึงแทนซึ่งเขาก็สามารถเลือกสำนวนที่เป็นธรรมชาติของภาษาญี่ปุ่นและความหมายครบถ้วนได้ว่า “อยากจิตอบความคาดหวัง” (ก็คนแปลเป็นคนญป!!!)

3.2)การแปลคำแสดงอารมณ์ (Emotive Meaning Translation)

I know everybody on this island has a role on this island
So maybe I can roll with mine
รู้ดีทุกคนล้วนแต่มีสิ่งที่เหมาะสมอย่างที่แต่ละคนเป็น
และฉันก็มีหน้าที่ทำไป
自分の居場所があるのって本当素敵なことよね

เทคนิคนี้เนี่ย คือชอบมาก ไม่เคยคิดว่าเราจะทำแบบนี้ได้

คือต้นฉบับเขาอาจไม่ได้ใส่อารมณ์ลงไปมาก แต่เราในฐานะคนแปลบอกว่า ฉันจะใส่! ฉันจะใส่! เธอจะทำไม!

คือต้นฉบับเนี่ย จะบอกแค่ว่า เออ “ทุกคนมีบทบาทของตัวเองนะ” จบ แต่ภาษาญี่ปุ่นก็เสริมอารมณ์เข้าไปด้วยว่า [มันเป็นเรื่องวิเศษมากเรยจ้ะ] งี้

ซึ่งถามว่าผิดไหม ก็ไม่ผิด ก็แร้วแต่เขา ก็น่ารักดี

.

4)ภาษาศาสตร์ที่น่าสนใจ

ภาษาถิ่นศึกษา (Dialectology)

คือวันนี้เนี่ยแหวกแนวนิดนึง

ปกติอย่างที่ทุกท่านทราบว่าเราจะมาในธีมภาษาศาสตร์เปรียบต่าง (Contrastive Linguistics) แต่ก็มีครั้งหนึ่งที่หลุดไปภาษาศาสตร์สังคม (Sociolinguistics) เรื่องภาษากับเพศ (Language and Gender) ในบล็อกเหงา นี่แหละเหงา นี่คือความจริงที่ได้เจอ

ซึ่งวันนี้ เราก็จะมาภาษาศาสตร์สังคม แต่เป็นเรื่องภาษาถิ่นศึกษา (Dialectology) นะจ้ะพี่สาว

คือมันมาจากการที่แอบเห็นว่าในเพลงนี้มีการใช้ภาษาถิ่น ตรงนี้

光り、輝く海が私を呼んでる
おいでよと

ซึ่งก็อะ ก็พอเก็ท เพราะยัยเจ้าหงิงของเราเป็นสาวชาวเกาะ ฮูลาฮูลา ลัลลาไปทะเล ฮูเรฮูเร

ก็เลยอยากรู้ว่า หลังบ้านเรามันเป็นบ้านคนจีนไง แล้วสรยุทธมาด้วยไหม

เออก็ว่าแบบ ภาษาถิ่นของแต่ละภาษามันเป็นยังไงหนอ ก็พอรู้บ้างแต่ไม่ค่อยละเอียด

วันนี้ก็เลยว่ามาเรียนกันเถอะ

อะ ก่อนที่จะไปเข้าภาษาถิ่นของแต่ละภาษา เราก็จะมาทำความเข้าใจก่อนว่า ภาษา (Language) กับภาษาถิ่น (Dialect) คืออะไรยังไง

คือปกติเราอาจเข้าใจแค่ว่า ภาษาถิ่นคือมีเป็นเหมือน subset ของภาษา แต่เพื่อรายละเอียดเราก็จะมาดูผู้เชี่ยวชาญกันว่าเขาพูดยังไง

ก็จิมี Oxford Dictionary (อ้างอิงใน Garcia & Sandhu, 2015) ที่อธิบายความหมายของภาษาไว้ดังนี้

1)วิธีการสื่อสารของมนุษย์ ไม่ว่าจะเขียนหรือพูดซึ่งประกอบไปด้วยการใช้คำอย่างมีโครงสร้างและตามแบบแผน
2)ระบบการสื่อสารที่ใช้ในประเทศหรือชุมชนใดชุมชนหนึ่ง

แต่คุณ Garcia & Sandhu (2015) ก็บอกว่า เออแต่มันยังคลุมเครืออยู่ เลยขอเสนอว่า ภาษาคือ

1)  มีการใช้อย่างกว้างขวางในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ มีความเกาะเกี่ยวของภาษา  
2)  มีความแตกต่าง(จากภาษาอื่น-จจ)อย่างที่เห็นได้ชัด  
3)  มีการใช้/ได้รับการยอมรับเหนือภาษาอื่นๆที่มีต้นกำเนิดเดียวกัน  
4)  มีศักดิ์ศรี เช่น ได้เป็นภาษาประจำชาติ ภาษาราชการ ภาษาทางการขององค์กรนานาชาติ เป็นต้น  
5)  มีระบบต่างๆทางการเขียน เช่น ไวยากรณ์ กฎการสะกด การออกเสียง เป็นต้น  
6)  ใช้ในการศึกษา  
7)  ใช้ในการสื่อสารมวลชน  
8)  มีการใช้ในฐานะศิลปะทางภาษาเช่นร้อยแก้ว/ร้อยกรอง

และเสนอต่อว่าภาษาถิ่นคือ

1)  สิ่งที่เกิดขึ้นมา/แยกตัวออกมาจากภาษา
2)  มีความเทียบเคียงระบบของสัญญะที่มีลักษณะบางอย่างร่วมกัน ซึ่งได้มาจากภาษาเดียวกัน
3)  มีการใช้ที่โดดเด่นในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง
4)ไม่ได้มีความแตกต่างที่เห็นได้ชัดจากภาษาอื่นๆที่มีต้นกำเนิดร่วมกัน
5)ขาดคุณสมบัติอย่างน้อยหนึ่งข้อดังต่อไปนี้  
a. ขนบการใช้ภาษา
b. จำนวนผู้ใช้ที่มาก
c. ศักดิ์ศรี
d. การถูกใช้ในการศึกษา
e. การถูกใช้ในสื่อ
f. การแสดงออกทางการเขียน
g. กฎต่างๆ เช่น ไวยากรณ์ โครงสร้าง คำศัพท์ เป็นต้น

ก็จะประมาณนี้ อะไปดูภาษาถิ่นของภาษาต่างๆ

4.1)ภาษาไทย

มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในพระบรมราชูปถัมภ์ (ม.ป.ป.) ก็จะบอกเราว่า ภาษาไทยถิ่น/ภาษาท้องถิ่น/ภาษาถิ่น แบ่งกว้าง ๆ เป็น 4 ถิ่น คือ

ชื่อเต็มชื่อย่อ
ภาษาไทยถิ่นเหนือ  ภาษาเหนือ
ภาษาถิ่นอีสาน  ภาษาอีสาน
ภาษาไทยถิ่นกลางภาษากลาง
ภาษาไทยถิ่นใต้ภาษาใต้

แล้วก็ยังแยกย่อยลงไปอีก เช่น ภาษาไทยถิ่นใต้ ก็จะมีเช่น ภาษาสงขลา, ภาษานคร (นครศรีธรรมราช), ภาษาตากใบ (อำเภอในจังหวัดนราธิวาส), ภาษาสุราษฎร์ (สุราษฎร์ธานี) จ้ะ

ทีนี้ ถ้าจะพูดถึงความต่าง คุณมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในพระบรมราชูปถัมภ์ก็จะบอกว่าต่างเรื่องการใช้ การออกเสียง คุณสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (2554) ก็จะเสริมกับเราว่าการออกเสียงต่างกันเยอะมาก แล้วก็จะมีข้อมูลที่จจตั้งข้อสังเกตเองในเรื่องของไวยากรณ์ก็มีความต่างบ้างจ้ะ

ซึ่งถ้าเอาข้อมูลทั้งหมดมาสรุปก็จะได้ประมาณนี้

ก็จะประมาณนี้จ้ะ

4.2)ภาษาอังกฤษ

ก็จะมีข้อมูลของคุณ English Linguistics in Essen (n.d.) จะบอกว่าภาษาอังกฤษมีภาษาถิ่นดังนี้

ซึ่งตัวเด่นจะเป็น British English กับ American English

ซึ่งอย่าง British English ก็จะมีหลายแบบ แต่แบบที่ได้ชื่อว่ามาตรฐานที่สุดคือ RP (Received Pronunciation>>>the pronunciation received by the public) ซึ่งคนพูดน้อยมาก

ส่วน American English ที่ว่าโดดเด่นเนี่ย คือหมายถึงของประเทศสหรัฐอเมริกาเด้อ ซึ่งก็จะแบ่งย่อยๆได้ตามนี้

1)  Midland, West (General American)>>>คนส่วนใหญ่พูด
2)  North (coastal states on the Atlantic, New England)
3)  South (coastal states on South Atlantic + Gulf of Mexico)

ถ้าจะถามว่า British กับ American ต่างยังไงคุณ English Linguistics in Essen ก็จะว่างี้จ้ะ

ประมาณนี้จ้ะ

4.3)ภาษาญี่ปุ่น

คุณ 東柔操 (1935) (อ้างอิงใน 大阪教育大学付属高等学校天王寺校舎、2003) บอกกับเราว่าภาษาถิ่นของญปแบ่งได้ตามนี้

และรูปแบบการแพร่กระจายภาษาถิ่นก็มีได้หลากหลาย ตามนี้

ซึ่งไอ่การแพร่กระจายของภาษาถิ่นเนี่ย พบว่ามันถูกคั่นด้วยแบบเช่น สะพาน, สันเขา, ทะเล งี้ด้วยนะ ฟีลแบบ พอข้ามสะพานนี้ไปปุปคนก็จะพูดอีกแบบแล้ว งี้

ซึ่งก็เลยมีการลองคำนวณว่า ภาษาถิ่นแพร่ได้เร็วเท่าไหร่ ก็มีการศึกษาคำว่า「~なんだ」ที่เป็นภาษาถิ่นของ中国地方ก็คำนวณได้ว่า ผ่านไป 550 ปีแพร่ไปได้ 330 กิโลเมตร แปลว่าแพร่ด้วยความเร็ว 600 เมตร/ปีล่ะจ้ะ

ซึ่งคุณ 木部など (2013) (อ้างอิงใน 東京都市大学付属中学校・高等学校) บอกว่าปัจจุบันเนี่ย คนก็พูดภาษาถิ่นน้อยลงแล้วพูดภาษากลาง (標準語) มากขึ้น

ซึ่งมันจะมี 2 คำเนาะคือ 標準語 กับ 共通語 ถ้าถามว่าต่างกันยังไงก็ตามนี้

คือแต่ก่อนเนี่ย ภาษามันจะกระจายออกจากศูนย์กลาง (เกียวโตกับโตเกียว) เหมือนคลื่น คือยิ่งห่าง คนก็ยิ่งพูดภาษาของเมืองหลวงน้อยลง แบบในภาพ

แต่ปัจจุบันคนพูดภาษากลางกันแทบจะทั้งประเทศ ลักษณะการกระจายเหมือนกับฝน เงี้ยจ้ะตามภาพ

ซึ่งภาษาถิ่นเนี่ยมันก็จะต่างจากภาษากลางหลายอย่าง แต่สิ่งที่โดดเด่นและคนพูดถึงกันมากที่สุดก็คือสำเนียง ซึ่งคุณ 中井 (2005) (อ้างอิงใน อัษฎายุทธ, ม.ป.ป.) ก็จะเล่าว่า สำเนียงแบ่งได้ 4 แบบ และใช้กันในพื้นที่ตั่งต่างตามนี้จ้ะ

ทีนี้ อย่างไรก็ตาม ก็มาถึงคำถามสำคัญ

จจเอาเรื่องภาษาถิ่นมาพูดทำไม???

คือภาษาถิ่นเนี่ย มันเป็นประเด็นอย่างมากในเรื่องของการเมืองและสังคม

คือคุณ Manchanda & Haan (2018) จะอธิบายถึงคำว่า “ชาติ” (Nation) ไว้ว่าเป็น ความรู้สึกของการเป็นกลุ่มร่วมกัน

ทีนี้ ถ้าเราจะรู้สึกว่า เราเป็นพวกเดียวกัน มันก็ต้องทำอะไรหลายๆอย่าง เช่น “พูดภาษาเดียวกัน”

มันเลยทำให้ในประวัติศาสตร์เกิดเหตุการณ์หลายอย่าง เช่น คุณ 徳川 (1979) ก็จะเล่าว่า ตอนการปฎิรูปเมจิ รัฐบาลเมจิก็สั่งให้ทุกคนใช้ภาษากลาง ห้ามพูดภาษาถิ่นของตัวเอง เพราะต้องการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ เงี้ยจ้ะ (อ้างอิงใน 東京都市大学付属中学校・高等学校n.d.)

บางคนอาจคิดว่า มันก็เรื่องอดีตไปแล้ว แต่จจจะบอกว่าในปัจจุบันบางพื้นที่ เช่นที่สเปนเนี่ย ก็จะมีชาว Catalonians ที่เรียกร้องเอกราชเพราะมองว่าตนไม่ใช่คนสเปน ทั้งเชื้อชาติ ทั้งภาษาที่พูดก็ต่าง เงี้ยจ้ะ (Garcia & Sandhu, 2015)

คือภาษามันเหมือนเป็นอัตลักษณ์ (Identity) ของคนจริงๆแหละ

แต่ว่าอย่างในญี่ปุ่นเนี่ย อะไรๆก็ดูดีขึ้น

คุณ 東京都市大学付属中学校・高等学校 ก็เล่าว่าหลังจากทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมาก็มีการยอมรับภาษาถิ่นมากขึ้น

คุณ 田中 (2011) ก็จะบอกว่าตั้งแต่ปี 2000 มาก็มีการบูมของภาษาถิ่นในหมู่นักเรียนหญิงมอปลาย (女子高生方言ブーム) (อ้างอิงใน 東京都市大学付属中学校・高等学校n.d.)

คุณ大阪教育大学付属高等学校天王寺校舎 (2003) ก็จะบอกว่า มันมีการทำแบบสอบถามต่างๆนานา ก็จะเห็นว่าคนญปเองก็สนใจภาษาถิ่นมากขึ้น อยากที่จะอนุรักษ์สืบสานต่อไปถึงคนรุ่นหลังมากขึ้น เงี้ยอะจ้ะ

.

5)สรุป

ก็สรุปได้ว่าเป็นเพลงที่แปลได้ดีใช้ได้ ขัดใจภาษาไทยนิดหน่อยแต่ไม่น่าเกลียด ได้เรียนรู้เทคนิคการแปล Restatement Translation กับ Emotive Meaning Translation ในส่วนของภาษาศาสตร์ได้ดู Dialectology เนื่องจากในเพลงนี้มีการใช้ภาษาถิ่น ก็สนุกสนานกันไป

วันนี้ก็เหนื่อยแล้ว ขอลาไปก่อน

สวัสดี

.

.

.

เอกสารอ้างอิง

เอกสารภาษาไทย

มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในพระบรมราชูปถัมภ์. (ม.ป.ป.). ใบความรู้: ภาษาไทยถิ่น-ภาษาไทยมาตรฐาน. สืบค้น 11 พฤษภาคม 2563, จาก https://www.dltv.ac.th/home

สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย. (2554). หนังสือเรียนสาระความรู้พื้นฐานรายวิชาภาษาไทย (พท31001) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย. สืบค้น 11 พฤษภาคม 2563, จาก  http://korat.nfe.go.th/th_m2/chap3/chap3_6.pdf

หนึ่งฤทัย ลาที. (2556). การวิเคราะห์การแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยจากหนังสือเรื่องแอตแลนติก มหาสมุทรข้ามกาลเวลา. สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.

อัษฎายุทธ ชูศรี. (ม.ป.ป.). แปดประเด็น ภาษาศาสตร์ภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้น.

เอกสารภาษาอังกฤษ

Garcia, M. I. M. & Sandhu, H. A. (2015). Language and Dialect: Criteria and Historical Evidence. Grassroots, 49(1), 203-217.

Manchanda, N. & Haan D. L. (2018). Gender, nation, and nationalism. In B. R. Persaud & A. Sajed (Eds), Race, Gender, and Culture in International Relations: Postcolonial Perspectives (pp. 80-98). London and New York, NY: Routledge.

Variety Studies. (n.d.). In English Linguistics in Essen. Retrieved from https://www.uni-due.de/ELE/VarietiesOfEnglish.pdf

เอกสารภาษาญี่ปุ่น

大阪教育大学付属高等学校天王寺校舎「方言」『DaikyoFTenJH_JiyuuKenkyu』28号、2003年。

東京都市大学付属中学校・高等学校「方言は絶滅するのか~方言をのこすためにするべきこと~」〈https://www.tcu-jsh.ed.jp/paper/paper_hougen.pdf〉

2 ความเห็นบน “ฉันมาไกล มาไกลเหลือเกิน

  1. ศึกษาเรื่องราวของภาษาถิ่นทั้งสามภาษาเลย ข้อมูลแน่นเหมือนเคยเลยค่ะ เรื่องอัตราการกระจายตัวของภาษาถิ่นก็สนุกมาก แล้ว おいでよ มันเป็นภาษาถิ่นของที่ไหนเอ่ยคะ

    ชื่นชอบโดย 1 คน

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น