สงสารแต่แม่ปลาบู่

สวัสดีจ้ะราษฎรทุกท่าน เจ้าหงิงหวังว่าท่านจะยังคงแข็งแรงและสดใสดั่งประกายที่สะท้อนบนผิวน้ำทะเล

ในยามภัยพิบัติ

ชั่ย! วันนี้จะมาพร้อมเพลงเกี่ยวกับทะเล!

นั่นก็คือออออออออออออออออออ

Part of Your World จากเรื่อง Little Mermaid นั่นเองจ้ะะะะะะะะะะะะะ

สะบัดต่อ ไม่รอแล้วนะ เริ่ม

จัดไปชุดใหญ่ไฟกะพริบพริบพริบพริบพริบพริบพริบ

สารบัญ

1.เนื้อเพลง

2. ความประทับใจโดยรวม

3.ประเด็นทางการแปลที่น่าสนใจ

4.ไวยากรณ์ที่น่าสนใจ

5.สรุป

.

.

.

1.เนื้อเพลง

เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ>>>https://www.youtube.com/watch?v=SXKlJuO07eM

เวอร์ชั่นภาษาไทย>>> https://www.youtube.com/watch?v=mlk9IfYZGVE

เวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่น>>> https://www.youtube.com/watch?v=FfGWL3zWDnU

Look at this stuff
Isn’t it neat?
Wouldn’t you think my collection’s complete?
Wouldn’t you think I’m the girl
the girl who has everything?
Look at this trove
Treasures untold
How many wonders can one cavern hold?
Looking around here you’d think
“Sure, she’s got everything”
I’ve got gadgets and gizmos a-plenty
I’ve got whozits and whatzits galore
You want thingamabobs?
I’ve got twenty!
But who cares?
No big deal
I want more  

I wanna be
where the people are
I wanna see
wanna see them dancin’
walking around on those
What do you call ’em?
Oh – feet!  

Flippin’ your fins, you don’t get too far
Legs are required for jumping, dancing
Strolling along down a 
What’s that word again?
Street

Up where they walk
Up where they run
Up where they stay all day in the sun
Wanderin’ free
Wish I could be
part of that world
 
What would I give
if I could live out of these waters?
What would I pay to spend a day
warm on the sand?

Betcha on land
they understand
Bet they don’t reprimand their daughters
Bright young women
sick o’ swimmin’
Ready to stand

And ready to know
what the people know
Ask ’em my questions
and get some answers
What’s a fire and why does it
What’s the word?
burn?

When’s it my turn? Wouldn’t I love,
love to explore that shore above?
Out of the sea
Wish I could be
Part of that world  
เมื่อเธอลองมองของพวกนี้ 
สิ่งที่ดี ๆ มีทุกอย่างเลยจริง ๆ 
อาจดูเหมือนฉันมีทุกสิ่ง 
มีจึงพร้อมครบเกินใคร
ถ้ำอลังการใหญ่เกินคิดฝัน
สิ่งอัศจรรย์เก็บไว้มากมายเพียงใด 
อาจมองแล้วคิดในหัวใจ 
“ใช่ มีครบของดี ๆ”  
ไม่ว่าของสวยของเล่นมีเป็นกองใหญ่ 
แปลกแค่ไหนดีเพียงใดเราก็มี
“จะสะสมไว้บ้างมั้ย มีตั้งยี่สิบ ” 
แต่ใครสน
เรื่องแค่นี้
ไม่เพียงพอ  

อยากจะอยู่กับพวกคนบนดิน อยากจะยลยินคนเต้นรำอย่างไรหนอ 
เดินเคลียคลอบนสอง 
เรียกอะไรนะ ? 
อ๋อ 
เท้าไงล่ะ

สะบัดครีบคงไม่ไกลเกินวา
ควรจะมีขาวิ่งโดดอย่างคนเขา 
เดินตัวเบาบนพื้น 
คำว่าอะไรนะ ? 
ถนน

ที่คนเดินเหิน 
วิ่งเพลินกันไป 
สุขใจในแสงตะวันจากเบื้องบน 
เที่ยวเพลินเดินเล่น
ขอเป็นเช่นคนอยู่บนโลกงาม 

ต้องทำยังไง
อยากจะออกไป
อยู่ในน้ำแสนหน่าย 
ฝันไม่เคยคลาย 
อยากเอนอุ่นกายแนบทรายวับวาม 

ผู้คนบนดิน 
จะต้องเข้าใจ 
และไม่มัวเฝ้าบังคับและคอยห้าม
พวกเราสาวงาม
ว่ายแต่น้ำเย็น
อยากเปลี่ยนเป็นเดิน
 
ได้เรียนดุจดังมนุษย์คงจะเพลิน 
เผชิญคำถามที่เก็บอยู่ในใจ
อะไรคือไฟและใยมันจึง
เรียกอะไร?
ร้อน

เมื่อไหร่กันหนา
จิตใจอาวรณ์
สุดจะถ่ายท้อนดวงใจอยากได้ไป
พ้นท้องทะเล
ทุ่มเทฝันใฝ่
อยู่ในโลกงาม  

よく見て  
素敵ね
これでもっと完璧
何でも持ってる
私は全て
周り中
取り囲む
なんてたくさんの宝物
陸にあるもの 
全部手に入れた
何に使うものかも
知らないの名前も
「ね、これ欲しい?
20個もあるの 」
だけど
足りない
何か  

人間の住む国で
見たいな、
素敵なダンス
そして歩く 
なんて言った?
あ、足

ヒレじゃ遠くへ行けない
足がいるわ
踊ったり
散歩したり
どこを歩くんだっけ?


歩いて
走って
日の光浴びながら
自由に
人間の世界で

なんでもあげるわ
ここを出て
暖かい砂の上で眠れたら
陸には
いないわ
あんな分からず屋は
私は子供じゃないのよ

あぁ分からないこと
たくさん
教えてほしいこと
たくさん
なぜ火は燃えるの
教えて
いつの日か
陸の世界の果てまでも
行きたい
人間の世界へ

.

2.ความประทับใจโดยรวม

2.1ภาษาไทย

อย่างแรกเลยนะ เพลงคือยาวม้ากกกกกกกกก และค่อนข้างมีเอกลักษณ์โดดเด่นตรงที่ว่า มีลักษณะเหมือนเป็นบทพูดที่ใส่ท่วงทำนองเข้าไป มากกว่าเพลงที่แล้วๆมา ซึ่งถ้าถามว่ามีความเป็นการพูดคนเดียวไหม (独り言) ไหม ก็ไม่ขนาดนั้น เพราะชีแอเรียลก็คุยกับเพื่อนหอยปูปลาอะไรของชีบ้าง ก็ผสมๆละกันอย่าคิดมาก

เอาเป็นว่า บทแปลภาษาไทย คือดีอีกแล้ว นักแปลยุคก่อนคือสมควรได้รับค่าตอบแทนเพลงละแสนไม่ล้อเล่น คือคำศัพท์สวย โฟลว ฟังไม่แล้วขัด แล้วที่สำคัญคือรู้เรื่อง เก็บความหมายได้ครบดีมาก อะไรดีบุ๋มก็ว่าดี

ไม่ได้ค่าสปอนเซอร์จ้ะ

2.2ภาษาญี่ปุ่น

เห้ยงานดีอยู่นะ ยัยญี่ปุ่นเขาก็ไม่น้อยหน้านะพี่สาว คือแปลสวย รู้เรื่อง เก็บความหมาย คือเรียกได้ ท็อปฟอร์มมากจริงๆสำหรับเพลงนี้ทั้งคู่

ไม่รู้เกี่ยวไหม แต่เพลงนี้แปลในปี 1989 ซึ่งห่างจากเพลง Once Upon A Dream ถึง 30 ปี อาจจะด้วยอิทธิพลของการศึกษาด้านการแปลที่พัฒนาไปมากทำให้งานแปลดีขึ้น ก็อาจเป็นได้

คือต้องเล่าว่า การศึกษาเรื่องการแปลเนี่ย มันเริ่มมีการเอาแง่มุมของภาษาศาสตร์มาใช้ในทศวรรษที่ 1950&1960 เป็นต้นมานี้เอง ถือเป็นศาสตร์น้องใหม่เลยแหละ โดยจะมีการแบ่งยุคของงานแปลเป็น

Pre-linguistic period of translation

Post-linguistic period of translation

ซึ่งจุดแบ่งทั้งสองยุคคือ ตอนที่หนังสือ Toward a Science of Translating ที่เขียนโดย Eugene Nida ออกมาในปี 1964 นั่นเอง ถือเป็นการปฏิวัติงานแปลแบบเรียกได้ว่า สุดติ่งกระดิ่งแมว พูดแล้วขนลุก

หาซื้อได้ตามอินเทอร์เน็ตจ้ะ

.

3.ประเด็นทางการแปลที่น่าสนใจ

ที่บอกได้เลยว่าปังแล้วต้องพูดถึงคือ Continuum

คืออะไร งง

คืองี้ จำได้ไหมเราเคยพูดถึว่าเวลาที่เราแปลเนี่ย มันจะต้องเข้าใจว่า “คำ” มีทั้ง รูป (Form) และความหมาย (Meaning)

ทีนี้ เวลาเราแปล ถ้าเราสนใจแต่รูปไม่สนความหมายแล้วแปล มันก็จะตรงตัว แต่ไม่สื่อความหมาย เช่น

In fishing, patience is the name of the game

ในการตกปลา ความอดทนเป็นชื่อของการเล่น

ซึ่งตรงตัว แต่งง แบบเนี้ย ก็จะเรียก Literal Translation

แต่ถ้าเน้นความหมาย มันก็จะแบบ

ในการตกปลา ความอดทนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ซึ่งรูปไม่ตรงนะ แต่อ่านเข้าใจ อันนี้ก็คือ Idiomatic Translation เงี้ยจ้ะ

ซึ่งเขาก็จะอธิบายว่า การแปลมันมีความเป็นสเกลของมัน ซ้ายสุด (Very Literal) ก็คือตรงตัว(เน้นรูป)ม้ากๆๆๆๆๆๆๆและเน้นความหมายมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อไปทางขวา

ภาพปลากรอบแบบขนลุกจ้ะ

ซึ่งจจมีความเห็นว่า สำหรับเพลงนี้ แปลออกมาแบบ Idiomatic Translation หรือบางคนอาจเรียก Meaning-based Translation คือหลุดออกจากพันธนาการทางภาษา อ่านเข้าใจง่าย ไม่ต้องย้อนกลับมาอ่านต้นฉบับ ซึ่งเป็นอะไรที่เลิศ!

บางคนอาจงงว่า แล้วตัวขวาสุด Unduly Free มันคือยังไง คือถ้าเป็นอันนั้นอะนะ มันคือ หลุดจากพันธนาการทางภาษาทั้งรูปและความหมายไปเลยอะจ้ะ แบบ งง นี่แปลมาจริงเหรอ นึกว่าแต่งขึ้นมาใหม่เป็นพาโรดี้ เงี้ย ซึ่งในเพลงนี้คือยังคงความหมายเดิมอยู่ จึงถือว่าเป็น Idiomatic Translation นะจ้ะ

.

4.ไวยากรณ์ที่น่าสนใจ

Rhetoric Questions (RQs) กับ 「ネ」

กรณีศึกษา “Isn’t it neat?” และ 「素敵ね」

Look at this stuff, isn’t it neat?
Wouldn’t you think my collection’s complete?
เมื่อเธอลองมองของพวกนี้ 
สิ่งที่ดี ๆ มีทุกอย่างเลยจริง ๆ   
よく見て  
素敵ね
これでもっと完璧

คือเพลงนี้เนี่ย เป็นซีนที่ว่า แอเรียลเจ้าหงิงเงือก อยากจะไปอยู่บนโลกมนุษย์เพราะโลกข้างบนมันดูวิเศษ แล้วชีก็จะเป็นโรคนักสะสม เก็บข้าวของของคนที่ตกลงมาในทะเลมาสะสมไว้ แล้วทีนี้พ่อนางก็ไม่แฮปปี้เพราะพ่อเกลียดโลกมนุษย์ นางอัดอั้นใจเลยมาร้องเพลงบ่น1 เงี้ยจ้ะ

แล้วคือก่อนที่จะเริ่มร้องเพลงเนี้ย นางก็พูดกับเพื่อนปลาของนางว่า

 “I don’t see how world that makes such wonderful things could be bad” (ฉันไม่เข้าใจเลยว่าโลกที่สร้างสรรค์สิ่งมหัศจรรย์อย่างนี้จะเลวร้ายได้อย่างไร)

แต่นางก็ดันถามในเพลงว่า “Isn’t it neat?” (อันนี้ไม่สวยเหรอ)

ซึ่งลักษณะนี้อะจ้ะ เรียกว่า Rhetoric Questions (RQs) หรือคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ คือนางถามว่าสวยไหม แต่ในใจของนางคือ สิ่งนี้สวย!

ซึ่ง RQs เป็นอะไรที่ใช้เยอะมากในภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆด้วย คือมันมีประโยชน์เช่น มันอิมแพค มันตลก เอย เงี้ยจ้ะ

ทีนี้มันก็มีนักวิจัยท่านหนึ่งสนใจศึกษาในเชิงภาษาศาสตร์ว่าเราจะดูยังไงว่าประโยคไหนเป็น RQs ก็คือคุณ Džemal (2016) เขาก็ไปศึกษาบทละครและรวบรวม RQs มาได้ 1,205 ประโยคและพบว่า 1,024 ประโยคเนี่ย (85%) คือไม่มีรูปกำหนด ต้องดูจากบริบท

แต่อีก 15% ที่มีรูปกำหนดเนี่ย มันก็จะแบ่งได้เป็นหลายกลุ่ม โดยกลุ่มที่เยอะสุดคือ Semantic Incompatibility 87 ประโยค (48% ของกลุ่มที่มีรูป)

มันคือไร

คือแบบ ใช้คำที่มันไม่เข้ากันอะจ้ะ เช่น

How can you expect hungry men to raise production?

What good does that do if you drown?

เงี้ย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนะ Isn’t it neat? ในเพลงนี้ ไม่มีรูปกำหนดชัดเจน แต่เรารู้ว่ามันคือ RQs จากบริบทแวดล้อม (คือตอนที่ชีพูดก่อนที่จะร้องเพลง) ซึ่ง RQs ส่วนใหญ่ในภาษาอังกฤษเป็นลักษณะนี้

ทีนี้ภาษาไทย เอิ่ม เธอทำให้ฉันผิดหวัง ปลายฟ้า

คือแปลออกมาเป็นประโยคบอกเล่าตรงๆเลยอะ…

เออแต่ก็นะ ว่าไม่ได้ แปลเพลงมันก็ยากเงี้ยแหละ อะข้ามไปญี่ปุ่น

ของญี่ปุ่นคือ ไม่ได้เป็น RQs แต่เป็นประโยคบอกเล่า!

แต่!

มีการใช้คำว่า ね!

คุณพระ!

คือยังไง จจเลยไปหามาว่า ね ในภาษาญี่ปุ่นมันใช้ยังไง

チューシー (2008) ก็จะบอกว่ามันใช้ได้ 2 แบบใหญ่ๆ คือ

เรียกร้อง(要求)แสดงทัศนะ(表示)
ความสนใจ(注視要求)
การเห็นพ้อง(同意要求)
การยืนยัน(確認要求)
ความสนใจ(注視表示)
การเห็นพ้อง(同意表示)
การยืนยันกับตนเอง(自己確認表示)

ซึ่งจจคิดว่า ね ในรอบเนี้ย มันคือการเรียกร้อง(要求) เพราะว่า

เรียกร้อง คือ แอเรียลเป็นคนพูด

แสดงทัศนะ คือ แอเรียลเป็นคนฟัง

ซึ่งในเพลงนี้แอเรียลพูด

แล้วถ้าถามว่าทำไมถึงคิดว่าเป็นการเรียกร้องความสนใจ คำตอบคือ

เรียกร้องความสนใจข้อมูลคนพูด มากกว่า ข้อมูลคนฟัง
เรียกร้องการเห็นพ้องข้อมูลคนพูด เท่ากับ ข้อมูลคนฟัง
เรียกร้องการยืนยันข้อมูลคนพูด น้อยกว่า ข้อมูลคนฟัง

คือในลักษณะเดียวกันกับเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ แอเรียลชีร้องเพลงบ่นพ่อ ซึ่งก่อนเริ่มร้อง ชีพูดว่า

「ほんとにパパ、分からず屋よ。人間のことを誤解してるんだから。こんなに素敵なものを作り出す人間の世界が悪いんだんなんて、信じられない」

ดังนั้นคือชีคิดอยู่แล้วว่าของเนี่ยมันเลิศ แล้วชีก็เลยพูดกับเพื่อนปลาของชีว่า ของเนี่ยมันเลิศเนอะ คือชีไม่ได้ถามความเห็นเพื่อนเลยสักกะผีกอะจ้า ดังนั้นชีใช้คำว่า ね ในประโยคนี้แค่เพื่อเรียกความสนใจจากเพื่อนเท่านั้นเอง

ทีนี้มันมีประเด็นว่า การเรียกความสนใจมันก็มีหลายแบบ ซึ่ง チューシー (2008) ก็บอกเราว่ามันมี 4 แบบ

I เรียกให้สนใจข้อมูลที่เสร็จสมบูรณ์ (完結情報注視要求)

II เรียกให้สนใจองค์ประกอบเรื่อง(要素注視要求)

III เรียกให้สนการดำเนินเรื่อง(展開注視要求)

IV เรียกความสนใจเพื่อถ่วงเวลา(時間保持注視要求)

ซึ่งคุณチューシーก็จะอธิบายว่าเออ มันก็มีวิธีการดูว่า อันไหนเป็นแบบไหน เช่น ฟังจากทำนองเสียง(イントネーション)หรือตำแหน่งที่เกิด

ซึ่งในเพลงนี้ฟังจากทำนองเสียงไม่ได้เพราะมันเป็นเพลง ทำนองมันจะถูกบิดไปตามโมโลดี้นะจ้ะ อ้างอิงไม่ได้

แต่เราดูจากตำแหน่งที่เกิดได้นะ เขาก็อธิบายไว้ดังนี้

ประเภทตำแหน่งที่เกิด
เรียกให้สนใจข้อมูลที่เสร็จสมบูรณ์
(完結情報注視要求)  
ท้ายประโยค
เรียกให้สนใจองค์ประกอบเรื่อง
(要素注視要求)  
ประกอบกับอนุพากย์คำเพื่อเน้นเฉพาะองค์ประกอบนั้นๆของประโยค
เรียกให้สนการดำเนินเรื่อง
(展開注視要求)  
วางหลังคำสันธานหรือคำเติม
เรียกความสนใจเพื่อถ่วงเวลา
(時間保持注視要求)  
วางในบริเวณที่ไม่ควรจะวางเพราะที่จริงตรงนั้นควรมีคำอื่นๆมาเชื่อมต่อทันที เช่น …地下でジャスを鳴らすようにですね…

ซึ่งในเพลงนี้มันวางท้ายประโยคไง จึงน่าจะเป็น เรียกให้สนใจข้อมูลที่เสร็จสมบูรณ์ หรือก็คือ ไอ่ที่ฉันพูดไปน่ะ สนใจหน่อยนะไอ่พวกหัวโปก เงี้ยจ้ะ

.

5.สรุป

สรุปได้ว่าเพลงนี้เป็นอีกเพลงหนึ่งที่แปลได้ดือมากกกกก ทั้งไทยและญี่มีลักษณะการแปลแบบ Idiomatic Translation เมื่อมองจากแนวคิด Continuum ในส่วนของไวยากรณ์นั้นจะน่าสนใจที่ภาษาอังกฤษมีการใช้ Rhetoric Questions แต่เมื่อแปลออกมาเป็นไทยและญี่ปุ่นกลายเป็นประโยคบอกเล่า ซึ่งน่าจะเกิดจากข้อจำกัดของจำนวนคำ แต่ภาษาญี่ปุ่นก็มีการใช้คำว่า ね เข้ามาประกอบซึ่งเป็นคำที่มีวิธีการใช้ที่น่าสนใจม้ากกกกก วันนี้ก็ได้เรียนรู้1

อ่า หมดเวลาแล้วสินะสำหรับการเทศนาพสกนิกรประจำวันของเจ้าหงิง

เห็นทีเจ้าหงิงต้องไปบรรทมก่อน แล้วพบกันใหม่วันพรุ่งนี้ท่านอำมาตย์

สวัสดี

.

.

.

เอกสารอ้างอิง

รัชนีโรจน์ กุลธำรง. (2552). ความรู้ความเข้าใจเรื่องภาษาเพื่อการแปล: จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

อัษฎายุทธ ชูศรี. (2552). คำช่วย「ネ」หน้าที่เรียกความสนใจในปริจเฉทภาษาญี่ปุ่น『バンコク日本文化センター日本語教育紀要』 6、pp.53-64.สืบค้นจากhttp://www.jfbkk.or.th/old/pdf/JL/2009/kiyou2009/06ASADAYUTH.pdf

อัษฎายุทธ ชูศรี. (2554). ทำนองเสียงของคำช่วย「ネ」ในภาษาญี่ปุ่น『バンコク日本文化センター日本語教育紀要』 8、pp.15-24.สืบค้นจาก http://www.jfbkk.or.th/old/pdf/JL/2011/kiyou2011/ASADAYUTH.pdf

Džemal Špago. (2016). Rhetorical questions or rhetorical uses of questions?. ExELL. 4.2 (2016): 102-115. Retrieved from https://www.researchgate.net/publication/322017329_Rhetorical_questions_or_rhetorical_uses_of_questions

5 ความเห็นบน “สงสารแต่แม่ปลาบู่

  1. ชอบที่ย่อยเรื่องยากๆให้เข้าใจง่ายมากเลยเพคะเจ้าหงิง ไม่เคยสังเกตว่าเพลงน่ารักกรุบกริบจะมีอะไรขนาดนี้ ทรงพระว้าวซ่า👏🏻👏🏻

    ชื่นชอบโดย 1 คน

  2. Rhetoric Question ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า 修辞疑問 หรือ 反語的疑問 มีเยอะ(อย่างที่งานวิจัยเขียนไว้เลย) ที่แบบนั้นใครจะไป (ความหมาย =ไม่มีใครไป) การใช้ ねก็มีลักษณะแบบนั้น มีอ้างอิงงานเยอะแยะเลย

    ชื่นชอบโดย 1 คน

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น