อะไรนะแคเรน เธอบอกว่าเธอท้องเสียเหรอ

สวัสดีจ้ะพ่อแม่พี่น้องทุกท่าน วันนี้จจกลับมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว บอกก่อนเลยวันนี้เราคือภารกิจพิเศษ เพราะนี้ภารกิจลับที่ราชครูมอบหมายให้เรา เพื่อความมั่นคงของโลกและจักรวาล นาตาจุ๊บ โรมานอฟ!!!

เกียมล่าหัว ธาตู่

หนึ่งในความสามารถพิเศษของสายลับ คือ สาริกาลิ้นทอง!!!

พูดอย่างไรให้ฉลาด พูดอย่างไรให้มงลง ไม่งงจะงงมาก

ตำนานคุณ KK ท่านว่าไว้ ไม่ได้ลบหลู่ สาธุ โบราณท่านว่า มนุษย์เอ๋ยเกิดมาต้องรู้จักระวังวาจา

ประการที่หนึ่ง เนื้อหาต้องปัง

ประการที่สอง ใช้ศัพท์หรู

ประการที่สาม วาจานุ่มนวล เป็นมิตร ดั่งสายน้ำที่ปลอบประโลมจิตใจผู้ฟัง อย่าเป็นหอกดาบที่ทะลวงหัวใจผู้อื่น

ศิษย์ตัวน้อยได้ฟัง กระจ่างแก่ใจ แต่ก็พอจะทราบๆอยู่ ทว่า ประการสุดท้ายนี่สิ

“ลูกเอ๋ย เคล็ดลับอีกประการในการพูดจาอย่างชาญฉลาด คือลูกต้องพูดให้งงเข้าไว้” (曖昧に)

ราชครู! ศิษย์งงเป็นหนักหนา

ราชครูบรรยายต่อไปว่า การพูดจาคลุมเครือนั้น ในแง่หนึ่งถือเป็นการพิทักษ์ความลับของปัจเจก

อา เช่นนั้นเองสินะ

ตัวอย่างเช่น

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสาวน้อยนามว่า ดอรา เธอนั้นเป็นนักผจญภัยผู้ชื่นชอบการสำรวจป่าใหญ่ มีความสุขกับการขับขานบทเพลงร่วมกับสรรพสัตว์

ตะโกนว่า แบกแพก!

วันหนึ่ง เธอท้องเสียจ้ะ

สหายของเธอมองเขาอย่างเป็นห่วงเป็นใย

“โอ ดอรา เธอไม่เป็นไรนะ”

“ฉันโอเค แพททริก แต่เธอช่วยไปบอกลิซ่าได้ไหม ว่าฉันคงไปเยี่ยมเขาวันนี้ไม่ได้แล้ว”

“ได้สิดอรา”

“ขอบใจจ้ะ”

แล้วแพททริกตัวน้อยก็ทำการต่อสายไปหาลิซ่า

“โอ ลิซ่า วันนี้ดอราไปหาเธอไม่ได้แล้วล่ะ”

“ช่างน่าเสียดาย เกิดเหตุอันใดกัน”

“ดอราไม่สบายนิดหน่อยนะ”

“ตายจริง! ดอราเป็นอะไร หนักมากไหม”

“ก็ไม่มากหรอก เธอท้องเสียน่ะ”

“โอพระเจ้า ฉันหวังว่าสวรรค์จะอยู่ข้างดอรา”

เมื่อแพททริกกลับมาที่ห้อง

“ดอรา ฉันแจ้งลิซ่าแล้วล่ะ ว่าเธอไปหาเขาวันนี้ไม่ได้เพราะท้องเสีย”

“คุณพระ! เธอว่าอะไรนะ” ดอรากรีดร้องออกมา

“ก็เธอท้องเสียไง”

“เธอจะบ้าเหรอแพททริก!”

“ดอรา เธอเคืองอะไร โปรดแจ้งฉัน”

“เธอไปพูดว่าฉันท้องเสีย (下痢) ได้อย่างไร แล้วฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!”

“ตายจริง แล้วเธอคิดว่าฉันควรพูดอะไรล่ะ!”

“เธอควรจะจบแค่ว่า ฉันอาการไม่ค่อยสมประดี (体調不良) ก็พอแล้ว!”

เรื่องราวก็เอวังด้วยประการฉะนี้

จะเห็นได้ว่า ในเวลาที่มนุษย์มีความลับดำมืดเกินจะเอื้อนเอ่ย ด้วยเหตุว่าเอ่ยไปก็ไม่เป็นคุณต่อใครหากแต่เป็นโทษต่อเจ้าของเรื่อง การใช้คำที่คลุมเครือ กว้างๆ ก็จะมีพลังมาก

ยกตัวอย่างอื่นที่ราชครูยกตัวอย่างเช่น

一身上の都合 (เหตุผลส่วนตัว)

คือ เป็นคำที่ใช้เวลาจะลาออก แต่ไม่อยากบอกเหตุผล

ต่างๆ

สิ่งเหล่านี้ทำให้จจนึกถึงงานเขียนที่ค้นพบในห้องสมุดส่วนพระองค์ของราชบิดา ซึ่งเป็นงานที่พูดถึงความสุภาพ (Politeness) ซึ่งเขียนโดยมหาปราชญ์ Penelope Brown และ Stephen C. Levison (1987) 

ทั้งสองปราชญ์จะกล่าวถึงว่ามนุษย์นั้นมี “หน้า” สองแบบ คือ

หน้าทางลบ >>> ความต้องการที่ว่า การกระทำของตนจะต้องไม่ถูกรุกรานโดยใคร

หน้าทางบวก >>> ความต้องการที่ว่า การกระทำของตนจะเป็นที่พึงประสงค์ต่อผู้อื่น

มหาปราชญ์ก็จะกล่าวต่อไปถึงว่ามนุษย์จะต้องรักษาหน้าของตนเสมอด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การพูดอ้อม (Indirectness)

หากแต่การพูดอ้อมนี้ หากพูดบ่อยไปจนเป็นแพทเทิร์น (Conventionalized) คนจะจับโป๊ะได้ เรียก Conventional Indirectness

อย่างเช่น ถ้าหากเราพูด 体調不良 บ่อยๆ คนอาจจะจับโป๊ะได้ว่า จริงๆแล้วเป็นอะไรมากกว่านั้นแน่ๆล่ะสิ

แต่เจ้าหงิงก็มีความเห็นว่า มันก็ยังโอเค เพราะเขาก็จะเดาได้แค่ว่า “ฮั่นแน่ มีอะไรมากกว่านั้นใช่ไหม” แต่ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่า เป็นอะไรกันแน่

ใดๆ

เมื่อเจ้าหงิงรับฟังตำนานครั้งเก่าที่ขับขานใหม่โดยราชครู ก็รู้สึกว่า ความสามารถในการพูดอย่างคลุมเครือเพื่อรักษาความลับอันศักดิ์สิทธิ์นี้ สัมพันธ์อย่างมหาศาลกับการ พูดให้รู้จักเวลา

บางเวลา เราควรรู้ว่าอะไรควรเอื้อนเอ่ย อะไรควรยั้งไว้ในส่วนลึกของจิตใจ

อา บางท่านอาจจะโต้แย้ง คนเราควรเป็นคนที่ภักดี กล้าหาญ และจริงใจทุกเวลา (忠・勇・真)

แต่จจก็เชื่อว่า การแบ่งรับแบ่งสู้ การเปิดเผยและการปิดบัง ย่อมนำไปสู่ปัญญาและความสำเร็จ

เพราะเราไม่มีวันชนะได้เสมอไป หากไม่รู้จักที่จะถอยเสียบ้าง

บทเรียนของราชครูในวันนั้น ยังผลให้เจ้าหงิงระลึกอดีตชาติของตน มีคราใดที่ตนปฏิบัติตามกฎทองดังกล่าว

มีทั้งที่มีและไม่มี

แน่นอนว่า เวลาเหมือนวารีที่ไม่มีวันย้อนคืนมา จจเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้ แต่บทเรียนชีวิตแสนสำคัญที่ได้รับ จะนำพาจจไปสู่ชีวิตที่ดีๆ

และทุกท่านเอง จจก็หวังในสิ่งเดียวกัน

สวัสดี

เอกสารอ้างอิง

Penelope Brown and Stephen C. Levinson. (1987). Politeness: Some Universals in Language Usage. Cambridge University Press.

10 ความเห็นบน “อะไรนะแคเรน เธอบอกว่าเธอท้องเสียเหรอ

  1. คือคุณเจ้าหงิงเขียนเนื้อหาสาระออกมาได้เข้าใจง่านและรวบรัดดีมาก ๆ จะจำแล้วนำไปปรับใช้ค่ะ สำนวนการเขียนนี่เป็นเอกลักษณ์มากเลย ว่าแต่ Penelope Brown and Stephen C. Levinson นี่ชื่อคุ้น ๆ นะคะ เราน่าจะเคยเจอกันมาก่อนเมื่อภพชาติ(วิชา)ที่แล้ว ขนลุกเลยค่ะ

    ชื่นชอบโดย 1 คน

  2. เจ้าหงิงเขียนได้สนุกเหมือนเดิมเลยนะเพคะ ชอบมาก ถูกใจกดไลค์กดแชร์รัวหน้าว้าว
    พอได้ฟังอ.KK พูด อย่างเรื่องควรพูดว่าอาการไม่ดีแทนคำว่าท้องเสียงี้ ก็เออ พอมาคิดแล้วมันก็จริง 曖昧ไว้ก่อนน่าจะดี5555

    ชื่นชอบโดย 1 คน

  3. สำนวนการเขียนเจ้าหงิงนี่บันเทิงทุกบล็อกไม่เสื่อมคลายเลยนะเพคะ สาระก็ดีกรุบจ้า ในหลายๆสถานการณ์กำกวมไว้ก่อนก็ดีจริงๆนั่นแหละค่ะ จะได้ไม่โป๊ะแง้ 55555

    ชื่นชอบโดย 1 คน

  4. มันเปนเริ่ดนะคะเจ้าหงิง เปนนิทานก่อนนอนอย่างดีเลยค่ะ (เอ้ะ) แต่อ่านแล้วก็ทำให้เข้าใจว่าเราควรให้ความสำคัญกับ Privacy ระหว่างที่สื่อสารมาก ๆ แล้วก็อยากรู้เกี่ยวกับ “ภักดี กล้าหาญ และจริงใจทุกเวลา (忠・勇・真)” เพิ่มเติมด้วยค่ะ สุดท้ายนี้ อยากรู้ป้ะ อยากรู้ไปดูบล็อกเรา เด๊่ยวให้ดู

    ถูกใจ

  5. ปังมากค่ะเจ้าหงิง เขียนอธิบายมาได้เข้าใจมาก บทโรลเพลย์ก็ทำให้เห็นภาพอย่างชัดแจ้ง สมแล้วที่เป็นประมุขของบล็อกนี้ การตอบคลุมเครือนี่มันดีจิงๆ จะจดจำและนำไปใช้นะเพคะ

    ถูกใจ

  6. เรื่องท้องเสียที่แพททริกเล่า จงลืมไปซะนะคะ จจ. เดี๋ยวดอร่าจะรู้ว่ามาเล่าในห้องเรียน…555 อ่านแล้วเพลิดเพลินจังค่า

    ถูกใจ

  7. อ่านอันนี้แล้วนึกถึงวิชาคอนเวอสมัยปีสอง ให้โรลเพลย์เป็นคนที่ 体調不良 ที่ไม่อยากโดดงานมาเข้าชิพแต่สุดท้ายก็ทนพิษบาดแพ้ไม่ไหว โจทย์คือ ให้ขออนุญาตเทนโจกลับก่อน

    แล้วมีเพื่อนขออนุญาตโดยให้เหตุผลว่า 生理中(ระดู) เลย เซนเซก็ขมวดคิ้วเร้กน้อย แล้วบอกว่ามันมิควรนะ ให้ใช้ あれ แทน ในฐานะเพื่อนหญิงพลังหญิงก็เก็ทได้นะ เพราะบางคนก็ยังมองว่าเป็นเรื่องน่าอาย พูดออกมาไม่ได้ แต่ก็สงสัยเหมือนกันว่าแบบมันรู้กันทั่วไปไหม ผู้ชายฟังแล้วงงบ้างหรือเปล่า ถ้าโดนบอกว่า อะเร๊ะ ไง ก็บอกว่าอะเร๊ะอ่ะ ! ทำไมพี่พูดไม่รู้เรื่อง

    ถูกใจ

  8. ปังมากค่ะ เจ้าหงิง วิธีพูดให้ดูฉลาดนี่ ข้อที่สำคัญคือการไม่พูดตรงเกินไป แต่ก็ไม่ใช่ไม่พูดเลย สรุปว่าเราควรจะปล่อยข้อมูลแต่พอดีสินะคะ

    ถูกใจ

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น