โสนน้อยเรือนงาม

สวัสดีจ้ะพสกนิกรทั้งหลายของเจ้าหงิง

วันนี้ทุกท่านอาจสงสัยทำไมเจ้าหงิงมารัวๆ

ไม่มีเหตุผลอื่นใดเลยนอกจากการที่เจ้าหงิงรักและเป็นห่วงประชาชนของเจ้าหงิงทุกคน อยากให้ทุกท่านได้รับความรักและความเมตตา

ใดๆ ในที่สุดเจ้าหงิงก็จะเข้าเรื่องแล้ว หัวใจและคีย์พอยท์ของบล็อกนี้!!!

สักทีนะอิเจ้าหงิง!!!//ยืนเท้าเอว ตาเขียวปั๊ด

เออๆมาแล้วน่าอย่าบ่น วู้ว

วันนี้ เราจะมาวิเคราะห์การแปลเพลงแรกของเรากัน นั่นก็คือออออออ

คืออออออออออ

คื้ออออออออออ

Someday My Prince Will Come จากเรื่อง Snow White จ้าาาาาาาาาาาาาาาา

สะโนไว้ ขอบคุณที่กล้าที่จะสอนหนู

วู้วววววววว

เอาล่ะ เนื่องจากเนื้อหาคราวนี้อาจจะดูรุงรังหน่อย ขอแปะสารบัญเอาแบบว่า ให้เข้าใจง่ายๆ

ไม่ใช่กันคนอ่านงงนะ กันเจ้าหงิงเนี่ยแหละ งงสะเอง5555555555

สารบัญ

  1. เนื้อเพลง
  2. วิเคราะห์ภาพรวมการแปล
  3. เทคนิคการแปลที่น่าสนใจ
  4. ประเด็นทางไวยากรณ์ที่น่าสนใจของภาษาญี่ปุ่น
  5. สรุป

งั้นไปกันเล้ยยยยยยยย

.

.

.

1.เนื้อเพลง

ก่อนอื่นขอแปะลิงค์เพลงก่อน

อังกฤษ https://www.youtube.com/watch?v=HLQ2sYxktMQ

ไทย https://www.youtube.com/watch?v=yp85AWn26FI

ญี่ปุ่น https://www.youtube.com/watch?v=u2HhFEy1NBE

เนื้อเพลง

He was so romantic
I could not resist
Someday my prince will come
Someday we’ll meet again
And away to his castle we’ll go
To be happy forever I know
Someday when spring is here
We’ll find our love anew
And the birds will sing and wedding bells will ring
Someday when my dreams come true
โอ เจ้าชายช่างแสนหวาน
ฉันหลงฝันพร่ำเพ้อ
สักวันเจ้าชายคงมา
อีกครั้งดั่งที่คอยรอ
และจะพาสู่ห้องหอของเจ้าชาย
สุขไม่คลายได้ร่วมเรียงเคียงเรื่อยไป
สักวันเมื่อฟ้าเรืองรอง
ความรักผูกสองดวงใจ
หมู่ปักษากู่ร้องก้องดั่งระฆังสดใส
ฝันใดคงเป็นดั่งใจเรา
とても素敵な
王子様
いつか必ず
王子様が
私を見つけ出し
お城へ連れていく
いつか必ず
幸せになる
永久(とこしへ)の愛の鐘が
鳴り渡るでしょう

.

2.วิเคราะห์การแปลโดยภาพรวม

2.1ภาพรวมการแปลภาษาไทย

ภาษาสวยมากกกกกกก คือแบบ โอ้ย ไม่รู้จะพูดยังไงอะ คือมันมีความกาพย์ กลอน กวี สูงมากๆ อ่านแล้วไม่ขัดอะไรเลย แบบถ้าเป็นภาษาญี่ปุ่นคือมัน 詩的 มากๆจริงๆ กราบใครก็ตามที่แปล และเก็บความหมายได้เกือบหมดมาก คือดีมากๆจริงๆ ไม่รู้จะพูดยังไง ขนลุก

2.2ภาพรวมการแปลภาษาญี่ปุ่น

ฮืออออออออออออออออออ

ไม่พูดได้ไหม เดี๋ยวเขาหาว่าแรง

อะไรนะ ต้องพูดเหรอ

ก็ได้ งืม

คือแบบ

ภาษาก็โอเคอะ ทั่วไป ไม่ได้อะไรมากมาย แต่ก็ไม่ได้แย่ จะมีบ้างที่แบบ เออคำนี้มันสวยเนาะคิดได้ไง อย่าง 永久の愛の鐘 (ระฆังแห่งรักนิรันดร์) เงี้ย

แต่แบบ ในเรื่องของความหมายเพลงอะดิ

ทำตกไปเยอะมากกกกกกกกกกก

เจ้าหงิงอยากร้องไห้ TOT

เอางี้ละกัน เดี๋ยวไม่เคลียร์ ขอชี้ให้เห็นชัดเลยๆว่าทำอะไรตกไปบ้าง

He was so romantic
I could not resist
Someday my prince will come
Someday we’ll meet again
And away to his castle we’ll go
To be happy forever I know
Someday when spring is here
We’ll find our love anew
And the birds will sing and wedding
bells will ring
Someday when my dreams come true
とても素敵な王子様
いつか必ず王子様が私を見つけ出し
お城へ連れていく
いつか必ず幸せになる
永久の愛の鐘が鳴り渡るでしょう

ตรงที่ขีดฆ่าคือความหมายมันตกไปงะ…

งืมมม เครียดเลย

คือถ้าให้วิเคราะห์ว่าทำไมถึงหายไปเยอะขนาดนี้นะ คิดว่าเป็นเพราะ ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่คำมีพยางค์เยอะ ซึ่งมีสาเหตุมาจากระบบเสียงของภาษาญี่ปุ่น

หมายความว่าไง ยกตัวอย่างนะ สมมติแนะนำชื่อตัวเอง

ฉันชื่อจุ๊บแจง >>> 4 พยางค์

私はジュブジャンです>>> 10 พยางค์ (ถ้าให้ถูกคือ 10 จังหวะ)

นั่นแหละ คือการที่จะพูดความหมายหนึ่งก้อนเท่ากัน จำนวนพยางค์ จำนวนคำที่ต้องใช้มันเยอะกว่าไง

คือจะบอกว่าตอนพูดอะ มันไม่รู้สึกอะไรหรอก เพราะภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่เสียงสระสั้น เพราะฉะนั้นเวลาพูดมันก็จะเร็วๆ

แต่พอเป็นการร้องเพลง มันจะต่างไป มันจะร้องทีละตัวแบบช้าๆชัดๆ เพราะฉะนั้นกว่าคนญี่ปุ่นจะร้องจบ ภาษาอื่นเขาจบไปสามรอบแล้วววว

แต่แบบ อย่างที่เราเคยดิสคัสกัน มันเป็นเพลงไง เรื่องของจำนวนคำ จังหวะ timing ทุกอย่างสำคัญ มันมีข้อจำกัด ดังนั้นจึงทำให้ต้องตัดเนื้อหาออก เพื่อให้เพลงจบได้ในเวลา

เซ็งจังน้าาาาาาาาาาาาาา

เห้อแต่ก็ไม่เป็นไร(?) ยังไงก็ไปต่อกันเลยละกัน

.

3.เทคนิคการแปลที่น่าสนใจ

เทคนิคการแปลจริงๆมีเยอะมาก แต่ที่ใช้เห็นเด่นๆในเพลงแล้วแบบ ว้าวซ่า คิดได้ไง ก็คือสิ่งที่เรียกว่า Cultural Substitution (การแทนวัฒนธรรม)

มันคือไร

ต้องเกริ่นก่อนว่า ภาษาแต่ละภาษาอะ มันมาพร้อมกับวัฒนธรรม เช่น จุ๊บแจงอาจจะกำลังนินทาใครสักคนอยู่ แล้วพอเขาเดินมา จุ๊บแจงก็อาจบ่นกับตัวเองว่า

เจ้ากรรมนายเวรจริงๆเลยนะ

ซึ่งเก็ทไหมว่าถ้าไม่มีความรู้ภูมิหลังทางพุทธศาสนา จะงงมากว่าจุ๊บแจงพูดเรื่องอะไร

ทีนี้คำถามที่ยากคือ สมมติต้องแปลไดอะล็อกนี้เป็นภาษาอังกฤษ ก็จะงง1 เพราะฝรั่งไม่นับถือพุทธ คือยังไงก็ไม่เข้าใจจนกว่าจะเลคเชอร์พุทธศาสนาให้เขา1แมทช์อะ ทำไงดีล่ะ

ก็อาจใช้วิธีเช่น เอาวัฒนธรรมของภาษาปลายทางมาแทนที่เลย ก็อาจได้ว่า

Oh, the demon is here

งี้

ซึ่งจริงๆแล้วก็ยังแปลไม่ดี แต่คร่าวๆก็คืออะไรอย่างนี้

ทีนี้ในเพลงนี้มันมีตรงไหน

Castle >>> ห้องหอ

Spring >>> ฟ้าเรืองรอง

ไปทีละคำเนาะ

คือ castle ถ้าแปลตรงตัวคือ ปราสาท ประเด็นคือ ปราสาทในมโนทัศน์ของฝรั่งกับของคนไทยไม่เหมือนกันงะ

ถ้าของฝรั่งก็คือแบบในดิสนีย์เนาะ เจ้าหงิงเจ้าชาย

แต่ถ้าของคนไทย มันคือแบบ พระที่นั่งมหาปราสาทไรงี้ ซึ่งคนละฟีลเลย น่ากลัวมาก ไม่ได้มีความรู้สึกโรแมนติกอะไรเลย คือต้องเก็ทด้วยนะว่า เพลงนี้ออกมาในปีพ.ศ.2480 ซึ่งเราว่ายุคนั้นคนไทยน่าจะยังไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมตะวันตกเท่าตอนนี้ ดังนั้นถ้าพูดว่าปราสาทคือตาแตก ผู้แปลก็เลยให้เป็น ห้องหอ งี้ ถือว่าอัจฉริยะมากกกก

ลักษณะเนี้ย อาจจะเรียกได้ว่าเป็นเทคนิค Domestication

คือไร

มันคือเทคนิคว่า เวลาที่เราแปลภาษาต่างประเทศมาเป็นภาษาเราเนี่ย เราจะต้องดัดแปลงคำ ไวยากรณ์ ลำดับความคิด ให้มันเป็นธรรมชาติของภาษาเรา ซึ่งจะตรงข้ามกับ Foreignization ซึ่งหมายถึงการคงภาษาไว้ให้มีกลิ่นของความเป็นต่างชาติอยู่ งี้

อีกคำนึง spring

คือสำหรับคนที่ไม่เคยอาศัยอยู่ในประเทศที่มีสี่ฤดูเนาะ คือมันจะเป็นงี้

เดือน9-11 ฤดูใบไม้ร่วง

เดือน12-2 ฤดูหนาว

เดือน3~ ฤดูใบไม้ผลิ

คือก่อนที่จะเข้าฤดูใบไม้ผลิอะ มันจะเป็นช่วงที่อากาศหนาวติดต่อกัน 6 เดือน แล้วมันหนาวแบบทรมาน ทุกอย่างแห้งแล้ง ต้นไม้อะไรเลยก็เหี่ยวไม่ออกดอกออกผล ช่วงหนาว (冬季) เนี่ย มันสัมพันธ์กับความตายและการสูญสิ้น

แต่พอหมดช่วงหนาวปุป เริ่มเข้าช่วงร้อน อากาศอุ่นขึ้น ต้นไม้ใบหญ้าออกดอกออกผล เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตและความอุดมสมบูรณ์ เก็ทปะ

ดังนั้น พอเอามาใช้กับเพลงรัก มันก็เป็นสื่อถึง ความรักที่พรั่งพรู เงี้ย

ซึ่งถามว่าทั้งหมดที่อธิบายมา คนไทยเก็ทไหม

ไม่เลยสักนิด…

เพราะอะไร ก็ประเทศไทยไม่มีฤดูใบไม้ผลิไงงงงง แต่คนแปลก็เก่งมาก คือใช้คำว่า ฟ้าเรืองรอง

ซึ่งจริงๆก็ไม่แน่ใจว่าหมายถึงยังไง แต่ตีความว่าหมายถึงยามเช้าที่ฟ้าสว่าง ซึ่งมีภาพพจน์ที่คล้ายๆกันคือ ฟ้าเนี่ย มันจะสว่างหลังจากมืดมาทั้งคืน ดังนั้นหลังจากสิ้นความมืด(ซึ่งผูกพันกับความตายและอันตราย) ก็จะสว่างสไว เหมือนกับความรักของสองเรา

เหม็นฟามรักกกกกกกกกกกกกกก

ซึ่งบางคนอาจรู้สึกว่า ตอนกลางคืนมืดเช้าก็สว่างมันก็ปกติที่ไหนก็เป็น ไม่น้าบางประเทศเขาก็พระอาทิตย์เที่ยงคืน มันต้องเป็นประเทศในเขตเฉพาะจริงๆถึงจะแบบ กลางคืนมืดยาวๆแล้วค่อยมาสว่าง

นั่นแหละ คือเนี่ยก็เป็นการแทนที่ด้วยวัฒนธรรมของภาษาปลายทาง ซึ่งเก๋มาก

แต่ว่านะ บางคนอาจบอกว่านี่คือ Lost in Translation

คือไร

อันนี้ปะ???

Tie-in หนึ่งแมทช์

ไม่ใช่ชื่อหนัง! มันคือปรากฎการณ์ของการแปล!

มันคือลักษณะว่า พอแปลภาษาหนึ่งออกมาเป็นอีกภาษาหนึ่งแล้วอะ มันจะมีความหมายหรือเซนส์อะไรบางอย่างที่สูญหายไป ซึ่งช่วยไม่ได้ ยังไงก็ต้องมีหาย

แง แย่จุม

แต่ไม่ต้องกังวลไป

เพราะมันก็มีการเสนอว่า แทนที่จะเสียใจกับสิ่งที่เสียไป (What is lost) เราควรชื่นชมกับสิ่งที่ได้มา (What is gained) มากกว่า อย่างในกรณีนี้ แม้เราจะสูญเสียเซนส์ของฤดูใบไม้ผลิ แต่สิ่งที่เราได้กลับมาคือ เซนส์ของกลางวันและกลางคืนแทน

อย่างไรก็ดีนะ ไปต่อกันเถอะ

.

4.ประเด็นทางไวยากรณ์ที่น่าสนใจของภาษาญี่ปุ่น

4.1การใช้คำแสดงความเป็นเจ้าของ

เคสสตัดดี้คือ “เจ้าชาย” กับ “ปราสาท” ลองเปรียบเทียบดูนะ ในเพลงทั้งสามเวอร์ชั่น

 คำแสดงความเป็นเจ้าของ
My prince
His castle
มี
มี
เจ้าชาย
ห้องหอของเจ้าชาย
ไม่มี
มี
王子様
お城
ไม่มี
ไม่มี

จะเห็นว่า ภาษาญี่ปุ่นไม่ค่อยใช้คำแสดงความเป็นเจ้าของแฮะ

อืมมม จริงพอลองคิดดูก็สังเกตจริงๆว่าภาษาญี่ปุ่นจะคล้ายๆภาษาไทยว่า ถ้ารู้อยู่แล้วว่าหมายถึงของใคร ก็ไม่พูดว่า ของ… เงี้ย เช่น จะต่างจากภาษาอังกฤษมากเลยว่ายังไง้ยังไงก็ต้องระบุ

เช่น สมมติอยากบอกว่าทำปากกาหาย ประโยคที่เป็นธรรมชาติที่สุดของทั้งสามภาษาจะเป็นดังต่อไปนี้

I lost my pen (มีคำแสดงความเป็นเจ้าของ)

ทำปากกาหาย (ไม่มีคำแสดงความเป็นเจ้าของ)

ぺんなくした (ไม่มีคำแสดงความเป็นเจ้าของ)

เงี้ย

เพราะฉะนั้น ขอตั้งขอสังเกตตรงนี้เลยว่า ภาษาญี่ปุ่นไม่นิยมใช้คำแสดงความเป็นเจ้าของ ยกเว้นสะว่าจะแบบ ต้องการเน้นย้ำจริงๆ ว่าอันนี้เป็นของใคร

 4.2การทำคำให้ไพเราะ

เคสสตัดดี้คือ “เจ้าชาย” และ “ปราสาท”

 คำยกย่อง/คำไพเราะ
prince
castle
ไม่มี
ไม่มี
เจ้าชาย
ห้องหอ
ไม่มี
ไม่มี
王子
มี
มี

คือจุ๊บแจงตั้งข้อสังเกตตั้งแต่สมัยเรียนญี่ปุ่นแรกๆละ ว่าภาษาญี่ปุ่นเอะอะก็ใส่คำยกย่องใส่คำไพเราะตลอดเวลา เช่น

ร้านถ่ายเอกสาร コピー屋さん

จาน 

ขนม 菓子

อยากในกรณีนี้ เจ้าชาย จริงๆทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษมีราชาศัพท์ที่จะใช้ แต่ตั้งข้อสังเกตว่ามักใช้กับเชื้อพระวงศ์ในชีวิตจริงมากกว่า ถ้าแบบเจ้าหงิงเจ้าชายในเทพนิยายก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ญี่ปุ่นคือไม่ได้ ต้องแบบ 王子 ให้เขาสักหน่อย

อีกอันคือ お城 (ปราสาท) คือภาษาญี่ปุ่นจะเติม お ให้กับคำทุกคำบนโลกใบนี้นะ เพื่อเพิ่มความไพเราะ จุ๊บแจงก็งงมากตอนแรกๆที่เรียน แต่ก็ยอมๆเขาไป ก็สนุกดี5555555555

ดังนั้น จะสรุปได้ว่า ภาษาญี่ปุ่นมีการใส่คำยกย่อง และคำไพเราะ ที่มากกว่าภาษาอื่นๆอย่างเห็นได้ชัดจริงๆ

.

5.สรุป

สรุปได้ว่าเพลง Someday My Prince Will Come ภาษาไทยแปลได้เยี่ยว(สุดยอด)มาก ในขณะที่ภาษาญี่ปุ่นก็ แหะๆ ไม่พูดละกัน และในการแปลเพลงนี้เราจะเห็นเทคนิคการแปลที่น่าสนใจคือ Cultural Substituion ซึ่งจะถูกงัดมาใช้เมื่อต้องเจอกับความต่างทางวัฒนธรรม ประเด็นทางไวยากรณ์ที่น่าสังเกตของภาษาญี่ปุ่นคือ ไม่นิยมใช้คำแสดงความเป็นเจ้าของถ้าไม่จำเป็น และ การเติมคำยกย่อง/คำไพเราะให้กับทุกอย่างบนโลกใบนี้

ก่อนจากลากัน จุ๊บแจงขอขายของ

วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563 เวลา 8.30 จะเป็นงานประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่ 92 และเนื่องจากปีที่ผ่านมาดิสนีย์ได้ปล่อยหนัง Frozen II โดยมีเพลงคือ Into the Unknown ได้เข้าชิงในสาขา Best Original Song

ประเด็นคือ จะมีการแสดงเพลงนี้ในงาน ซึ่งแน่นอนว่า Idina Menzel (ผู้ให้เสียงเอลซ่าภาษาอังกฤษ) ก็จะขึ้นร้อง

พร้อมๆกับ

ผู้ให้เสียงเอลซ่าอีกจาก 9 ประเทศ!!!

ในนั้นมีเอเชียสองประเทศ ได้แก่ ไทยและญี่ปุ่น!!!

กรีสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสส

ของญี่ปุ่นคือคุณทะกะโกะ มะทซุ์

และของไทยคือแก้ม วิชญาณี เปียกลิ่นจ้า

ฮือขนลุกมากไม่ไหวแล้ว เอาเป็นตอนเช้าวันจันทร์อย่าลืมดูเพอฟอร์มานซ์ Into the Unknown กันด้วยนะ

สำหรับวันนี้ แพะไปก่อน

ลาไปก่อน!

10 บาท 20 บาทก็จะเล่นเนาะ

อะๆ ไปจริงๆละ

สวัสดี

6 ความเห็นบน “โสนน้อยเรือนงาม

  1. เยี่ยวอีกแล้วพี่จุ๊บแจง อ่านเพลินมาก เป็นการสังเกตและสรุปความได้ดีมากแม่

    ชอบประเด็นเรื่อง cultural substitution (หรือ lost in translation) รู้สึกว่าน่าสนใจมากที่ว่าบางทีการแปลก็ไม่อาจเก็บความหมายได้ทั้งหมด หรือคงความหมายเดิมได้ทั้งหมด ซึ่งนี่เป็นเคสที่คนแปลกับคนประพันธ์เป็นคนละคนกัน

    แต่เคยได้ฟังเคสหนึ่งเป็นนักเขียนชาวเกาหลีเรียนจบเมกาภาษาอังกฤษเยี่ยวๆ เขียนหนังสือเองแล้วแปลอะไรเองหมด บางทีก็เขียนอังกฤษแล้วแปลเป็นเกา หรือบางทีก็เขียนเป็นเกาแล้วแปลเป็นอังกฤษ

    ซึ่งสนพในไทยก็เอาไปแปลนะ แต่เค้าจะเลือกแปลจากต้นฉบับเพราะเชื่อว่านั้นคือความคิดดั้งเดิมตั้งต้นของผู้เขียน แต่ถึงยังงั้นก็อ่านก่อนทั้งสองภาษาเลย แล้วพบว่าแม้ตัวคนเขียนกับคนแปลจะเป็นคนเดียวกันก็ไม่อาจคงความหมายจากต้นฉบับอันแรกได้เหมือนกัน

    แต่อย่างที่จุ๊บแจงบอกแหละว่าแทนที่จะเสียใจกับสิ่งที่เสียไปก็ให้ยินดีกับสิ่งที่ได้มา มงลงมาก ไลฟ์โค้ชโมเดล

    ชื่นชอบโดย 1 คน

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น